สิทธิของสามีที่จะเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ล่วงเกินภริยาไปในทางชู้สาว ในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จะหมดสภาพหรือถูกลบล้างไปหรือไม่ หากภายหลังมีการจดทะเบียนหย่ากัน

คำพิพากษาฎีกาที่ 2590/2561 บทบัญญัติ มาตรา 1523 วรรคสอง แห่ง ป.พ.พ. ให้สามีมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ล่วงเกินภริยาไปในทางชู้สาวได้ แม้ภริยาสมัครใจ หรือยินยอมให้ล่วงเกินไปในทํานองชู้สาว สามีก็มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนตามวรรคสองนี้ได้ เพราะการฟ้องเรียกค่าทดแทนตามวรรคสองนี้เป็นสิทธิของสามีโดยเฉพาะและสิทธิในการฟ้องของสามีย่อมเกิดขึ้นตั้งแต่ขณะที่มีการล่วงเกินในทางชู้สาวกัน จําเลยที่ 2 มี ความสัมพันธ์กับจําเลยที่ 1 ทางชู้สาวอันเป็นการล่วงเกินในทางชู้สาวต่อจําเลยที่ 1 ในขณะที่ จําเลยที่ 1 ยังเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ สิทธิของโจทก์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่ขณะที่ยังไม่มีการหย่า แม้ภายหลังมีการจดทะเบียนหย่ากันแล้ว สิทธิในการฟ้องก็หาได้หมดสภาพ หรือถูกลบล้างตามไปด้วยไม่ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจําเลยที่ 2 ได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว 

ที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัว แต่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดให้หลังจากมีการจดทะเบียนสมรสแล้ว จะมีผลให้ที่ดินกลับกลายเป็นสินสมรส หรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 2851/2561 เหตุที่ผู้ตายมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินเพียงผู้เดียว เนื่องจากผู้ตายได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทจากบิดามารดา ผู้ตายครอบครองทําประโยชน์มากว่า 40 ปี ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ผู้ตายอยู่กินและจดทะเบียนสมรสกับผู้ร้องสอด ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนสมรส เป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (1) แม้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ตายหลังจากผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับผู้ร้องสอดแล้วก็ไม่มีผลทําให้ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายกลับกลายเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายได้มาในระหว่างสมรสอันจะเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย ผู้ตายจึงมีสิทธิทําพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่จําเลยได้ 

ลูกหนี้โอนขายหุ้นของตนให้แก่ผู้อื่นเพื่อมิให้เจ้าหนี้ยึดหุ้นมาบังคับชําระหนี้ ตามคําพิพากษา เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ หรือไม่

ําพิพากษาฎีกาที่ 8651/2559 จําเลยเป็นลูกหนี้โจทก์ตามคําพิพากษาของศาลแพ่งซึ่งพิพากษาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2547 โจทก์ส่งคําบังคับให้จําเลยปฏิบัติตามคําพิพากษาดังกล่าวแต่จําเลยเพิกเฉยโจทก์ขอให้ศาลแพ่งออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดําเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินของจําเลยแล้ว ช่วงระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2547 จําเลยเป็นกรรมการผู้มีอํานาจของบริษัท ป. จํากัดและเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวจํานวน 120,000 หุ้น รวมเป็นเงิน 1,200,000 บาท เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548 นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครรับจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นจากจําเลยเป็น ส. ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางขีดชื่อบริษัท ป. ออกจากทะเบียนและสิ้นสภาพนิติบุคคล คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จําเลยฎีกาว่า โจทก์นําสืบได้ความเพียงว่าจําเลยโอนขายหุ้นบริษัท ป. จํากัด จํานวน 1,200,000 หุ้น ให้ ส. โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจําเลยได้รับเงินจากการโอนขายหุ้นดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นการกระทําโดยมีเจตนาเพื่อมิให้โจทก์ได้รับชําระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 บัญญัติถึงการกระทําอันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้เพียงว่า ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี มิได้จํากัดว่าการโอนนั้นต้องทําโดยลักษณะใดหรือมีค่าตอบแทนหรือไม่ เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่าจําเลยโอนขายหุ้นของตนจํานวน 120,000 หุ้น ไปให้แก่ ส. ย่อม ถือได้ว่าเป็นการกระทําโดยมีเจตนามิให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาของจําเลยยึดหุ้นซึ่งเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งของจําเลยมาบังคับชําระหนี้ การกระทําของจําเลยจึงเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ 

ปิดล็อกประตูของอาคารชั้นที่อยู่ในความครอบครองของตนทำให้บุคคลอื่นไม่สามารถเข้าไปยังชั้นที่บุคคลอื่นครอบครองใช้สอยของอาคารได้ เป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุขหรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 3633/2562 

โจทก์เป็นผู้ครอบครองอาคารพิพาทชั้น 3 และชั้น 4 ซึ่งจําเลยให้โจทก์ใช้สอยอาคารดังกล่าว เป็นที่เก็บสินค้าและสถานประกอบการ เพื่อเป็นการตอบแทนที่โจทก์ออกเงินทดรองให้จําเลยยืมไปชําระหนี้และไถ่ถอนจํานองจากธนาคาร ต่อมาจําเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารพิพาท โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือแจ้งจําเลยว่า โจทก์ยังมีสิทธิอาศัยอยู่ในอาคารพิพาทจนกว่าจําเลยจะชําระหนี้เงินทดรองจ่ายค่าไถ่ถอนจํานอง จําเลยปิดล็อกประตูชั้น 2 ของอาคารพิพาท ซึ่งเป็นทางเชื่อมไปสู่อาคารพิพาทชั้น 3 และชั้น 4 อันเป็นทางเชื่อมระหว่างอาคารเลขที่ 58 ที่โจทก์เช่าอยู่ทั้งอาคารไปสู่อาคารพิพาทเลขที่ 56 และมีเพียงประตูชั้น 2 ที่โจทก์และพนักงานของโจทก์ใช้ผ่านไปสู่ชั้น 3 และชั้น 4 ของอาคารพิพาทได้ ทำให้โจทก์และพนักงานของโจทก์ ไม่สามารถเข้าไปยังชั้น 3 และชั้น 4 ของอาคารพิพาทได้ แม้ประตูชั้น 2 จะอยู่ในความครอบครองของจําเลยหรือไม่ก็ตาม จําเลยก็ไม่มีอํานาจโดยพลการที่จะปิดล็อกประตูชั้น 2 ซึ่งเป็นทางเข้าออกทางเดียวทำให้โจทก์และพนักงานของโจทก์ไม่สามารถเข้าไปยังชั้น 3 และชั้น 4 ของอาคารพิพาทได้ การกระทำของจําเลยจึงเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอํานาจการครอบครองของโจทก์ ถือได้ว่าจําเลยเข้าไปกระทำการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ ของโจทก์โดยปกติสุขตาม ป.อ. มาตรา 362  

ผู้มีชื่อรับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมซึ่งมีฐานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกด้วย ลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมจะมีผลต่อพินัยกรรมหรือไม่ และจะมีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมหรือไม่อย่างไร

คําพิพากษาฎีกาที่ 2326/2562 จําเลยที่ 2 ผู้มีชื่อรับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมลงชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม เป็นพินัยกรรมที่ทําขึ้นขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1653 วรรคหนึ่ง มีผลทําให้ข้อกําหนดในพินัยกรรมที่ ถ. ยกที่ดินพิพาทเนื้อที่ 10 ไร่ ให้แก่จําเลยที่ 2 เป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1705 จําเลยที่ 2 ในฐานะทายาท ผู้รับพินัยกรรมไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท มีผลให้ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์นอกพินัยกรรม ที่ตกแก่ทายาทโดยธรรมของ ถ. เจ้ามรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1620 วรรคสอง ประกอบมาตรา 1699  แม้ข้อกําหนดในพินัยกรรมที่ระบุให้จําเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพยานในพินัยกรรมเป็นผู้มีชื่อ รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1653 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1705 จําเลยที่ 2 ยังมีฐานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ของ ถ. เจ้ามรดกอีกสถานะหนึ่งเหมือนเช่นโจทก์ทั้งสอง จําเลยที่ 2 จึงเป็นทายาทโดยธรรม ของ ถ. ทั้งไม่ปรากฏว่าจําเลยที่ 2 เสียสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมตามกฎหมายโจทก์ทั้งสอง จะอ้างสิทธิติดตามเอาคืนซึ่งที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกจากจําเลยที่ 2 ผู้เป็นทายาทที่มี สิทธิในทรัพย์มรดกอีกคนหนึ่งไม่ได้ เพราะจําเลยที่ 2 ไม่ใช่บุคคลภายนอกที่โจทก์ทั้งสองจะอ้างสิทธิติดตามเอาคืนได้เสมอโดยไม่มีอายุความฟ้องร้อง  โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จําเลยทั้งสามไปดําเนินการจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการโอน สิทธิครอบครองที่ดิน (น.ส.3) ให้กลับมาเป็นทรัพย์มรดกของ ถ. โดยอ้างความเป็นทายาท ที่มีสิทธิในทรัพย์พิพาทและได้รับความเสียหายเพราะไม่ได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกตามสิทธิ ที่โจทก์ทั้งสองและทายาทอื่นจึงได้รับตามกฎหมาย ดังนี้เป็นการใช้สิทธิเรียกร้องให้ที่ดินพิพาท กลับมาเป็นทรัพย์มรดกของ ถ. เพื่อแบ่งปันแก่ทายาทตามสิทธิ เมื่อโจทก์ทั้งสอง และจําเลยที่ 2 ต่างเป็นทายาทที่มีสิทธิในทรัพย์มรดก ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงเป็น คดีมรดก จําเลยที่ 2 มีสิทธิยกอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ทั้งสองได้ 

ผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรผู้เยาว์ทําสัญญาประนีประนอมยอมความกับฝ่ายผู้ทําละเมิดที่สถานีตํารวจ สัญญาประนีประนอมยอมความมีผลผูกพันผู้เยาว์หรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 1774/2562 รายงานประจําวันเกี่ยวกับคดีมีข้อความว่า พ. ซึ่งเป็นภริยาจําเลยตกลงมอบเงินให้ บ. ซึ่งเป็นภริยาผู้ตาย จํานวน 200,000 บาท ภริยาผู้ตายได้รับเงินแล้วรับว่ามีความพอใจ จะไม่ติดใจฟ้องร้องเอาความกับผู้ใดอีกทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ แม้ บ. ภริยาผู้ตายเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้แทน โดยชอบธรรมของโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งสามารถทํานิติกรรมแทนโจทก์ร่วมทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ ได้ก็ตาม แต่การที่มารดาของโจทก์ร่วมทั้งสองทําสัญญาประนีประนอมยอมความกับ พ. ภริยา จําเลยที่สถานีตํารวจตามรายงานประจําวันเกี่ยวกับคดีอันจะทําให้สัญญาประนีประนอมยอมความ ผูกพันโจทก์ร่วมทั้งสองได้นั้น บ. จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12) เมื่อ บ. ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ร่วมทั้งสอง ทําสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล สัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลผูกพันโจทก์ร่วมทั้งสอง โจทก์ร่วมทั้งสองมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยซึ่งทําละเมิดให้บิดาถึงแก่ความตายได้  

 

สามีทําสัญญาค้ำประกันจะต้องได้รับความยินยอมจากภริยาหรือไม่ และการที่ภริยาให้ความยินยอมจะถือเป็นการให้สัตยาบันอันจะถือเป็นหนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ ร่วมกันหรือไม่? ลูกหนี้ทําสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ เป็นการแปลงหนี้ใหม่ มีผลให้หนี้เดิม ระงับสิ้นไปหรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 8820/2561  จําเลยที่ 1 ทําสัญญากู้เงินและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ส. ทําสัญญาค้ำประกันและสัญญาจํานองเพื่อเป็นประกันหนี้ของจําเลยที่ 1 ซึ่งจําเลยที่  2 (ภริยา) ส. ทําหนังสือให้ความยินยอมทํานิติกรรมทุกประเภท การให้ความยินยอมดังกล่าวเป็นผลให้จําเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิด ในหนี้อันคู่สมรสได้ก่อขึ้นเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสหรือไม่  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 ที่บัญญัติว่า หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรส ดังต่อไปนี้… (4) หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน การให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทํานิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสอยู่ในบังคับบทบัญญัติมาตรา 1476 ที่กําหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสําคัญตาม มาตรา 1476 (1) ถึง (8) ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย สําหรับการทํานิติกรรมในส่วนที่ ส. ทําสัญญาจํานองต้องได้รับความยินยอมจากจําเลยที่ 2 ตามมาตรา 1476 (1) แต่การที่ ส. ทําสัญญาค้ําประกัน จําเลยที่ 1 หาได้อยู่ในบังคับมาตรา 1476 หรือเป็นการจัดการสินสมรสโดยตรงไม่ กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจําเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตาม มาตรา 1490 (4) ซึ่งการที่จําเลยที่ 2 คู่สมรสให้ความยินยอมในการทํานิติกรรมตามหนังสือให้ความยินยอมเป็นการให้สัตยาบันของคู่สมรสตามมาตรา 1490 (4) หรือไม่นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ในส่วนที่ ส. สัญญาค้ำประกันจําเลยที่ 1 ไม่ใช่นิติกรรมที่จําต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรส เมื่อจําเลยที่ 2 ให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไปจึงเป็นการแสดงเจตนารับรู้และไม่คัดค้านที่ ส. สามีไปทํานิติกรรม หาใช่เป็นการให้สัตยาบันตามนัยของบทบัญญัติมาตรา 1490 (4) ไม่ เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์แต่อย่างใดว่า จําเลยที่ 2 รับรองการที่ ส. ก่อหนี้ขึ้นแล้วตามมูลหนี้ที่มีการทําสัญญาค้ำประกันจําเลยที่ 1 คงปรากฏเฉพาะการที่จําเลยที่ 2 รับรู้ถึงการเข้าทําสัญญาค้ำประกันของ ส. เท่านั้น เมื่อจําเลย ที่ 2 ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่คู่สมรสได้กระทําไป จําเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ส่วนการที่จําเลยที่ 2 มีฐานะเป็นทายาท โดยธรรมของ ส. การที่ ส. ผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตาย ภาระการค้ำประกันที่ ส. ผูกพันตนเพื่อ ชําระหนี้เมื่อจําเลยที่ 1 ลูกหนี้ไม่ชําระหนี้ยังไม่ระงับสิ้นไป และถึงแม้จําเลยที่ 1 ทําสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. โดยผู้ค้ำประกันหรือทายาทของผู้ค้ำประกัน ไม่ได้ร่วมลงชื่อในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ก็ตาม แต่การทําสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เป็นเพียงข้อตกลงผ่อนปรนในการชําระหนี้หาใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่อันเป็นผลให้หนี้เดิมระงับ สิ้นไปไม่ อีกทั้งตามสัญญาค้ำประกันไม่ให้ผู้ค้ำประกันยกเอาการที่เจ้าหนี้ผ่อนเวลาหรือให้ เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชําระหนี้เป็นเหตุปลดเปลื้องความรับผิดของผู้ค้ำประกัน เมื่อยังมีภาระ การค้ำประกันอยู่เช่นนี้ จําเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของ ส. ผู้ค้ำประกัน แต่จําเลยที่ 2 คู่สมรสซึ่งให้ความยินยอมในการทํานิติกรรมไม่ต้องร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในฐานะส่วนตัวแต่อย่างใด คําพิพากษาฎีกาที่ 7568/2562 สัญญาค้ำประกันที่จําเลยที่ 1 ที่ 3 และ ก. ทํามิใช่นิติกรรมที่ต้องได้รับความยินยอมจากภริยา ประกอบกับหนังสือยินยอมระบุข้อความ ว่ายินยอมให้ทําสัญญา/ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอสินเชื่อ การค้ำประกัน การจํานอง การจํานํา และ/หรือนิติกรรมใด ๆ ได้ทั้งสิ้น อันมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นเพียงหนังสือแสดงว่าจําเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 รับรู้และไม่คัดค้านที่จําเลยที่ 1 ที่ 3 และ ก. สามีก่อหนี้ขึ้นตามสัญญาค้ำประกัน มิใช่เป็นการให้สัตยาบันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) จําเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ในฐานะส่วนตัวจึงไม่ต้องร่วมรับผิดชําระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นเพียงการผ่อนปรนเงื่อนไขในการชําระหนี้ที่โจทก์ให้โอกาสแก่บริษัท ซ. ซึ่งเป็นลูกหนี้ ไม่ได้เป็นการทําหนี้มีเงื่อนไขให้กลายเป็นหนี้ปราศจากเงื่อนไขเพิ่มเติมเงื่อนไขเข้าไปในหนี้อันปราศจากเงื่อนไขหรือเปลี่ยนเงื่อนไข ไม่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสําคัญแห่งหนี้ หรือมีการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 และมาตรา 350 เพราะลูกหนี้ยังคงเดิม ทั้ง ต. ร. และ ส. ก็เป็นผู้ค้ำประกันในมูลหนี้เดิม จึงมิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่อันจะทําให้หนี้เดิมระงับ 

ขณะซื้อที่ดินผู้ซื้อทราบในข้อสัญญาว่าไม่มีสิทธิใช้ทางพิพาท แต่หากที่ดินที่ซื้อมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ผู้ซื้อจะมีสิทธิผ่านที่ดินพิพาทซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะในฐานะทางจําเป็นได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 2642/2562 ที่ดินของโจทก์ทั้งสองถูกแบ่งแยกมาจากที่ดินของบริษัท ศ. ซึ่งแม้ที่ดินของบริษัท ศ. จะเคยเป็นที่แปลงเดียวกับที่ดินของจําเลยมาก่อนก็จะถือโดยอนุโลมว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสอง แบ่งแยกมาจากที่ดินของจําเลยด้วยหาได้ไม่ กรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่โจทก์ทั้งสองจะฟ้องจําเลยซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินที่ที่ดินของบริษัท ศ. แบ่งแยกมาให้เปิดทางจําเป็น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 แต่ที่ดินของบริษัท ศ. ซึ่งเป็นที่ดินแปลงคงและที่ดินแปลงอื่นที่แบ่งแยกในคราวเดียวกันไม่ได้อยู่ติดต่อกับทางสาธารณะ ย่อมทําให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถใช้ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ จึงเป็นกรณีที่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ทั้งสองมีสิทธิผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ในฐานะทางจําเป็นตามมาตรา 1349 วรรคหนึ่ง  ขณะซื้อที่ดินแม้โจทก์ทั้งสองทราบในข้อสัญญาว่าไม่มีสิทธิใช้ทางพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลางของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจําเลย หากจะใช้ทางพิพาทต้องมาติดต่อขออนุญาตจากจําเลยก่อนก็ตามก็เป็นเพียงข้อกําหนดในสัญญาที่ผู้ขายทํากับโจทก์ทั้งสอง ไม่ใช่เงื่อนไขของกฎหมายที่บัญญัติห้ามไว้ในเรื่องขอใช้ทางจําเป็น เพราะสิทธิในการใช้ทางจําเป็นโดยผลของกฎหมายโจทก์ทั้งสองมีสิทธิผ่านที่ดินของจําเลยออกสู่ทางสาธารณะซึ่งเป็นทางจำเป็นที่สะดวกและก่อให้เกิดความเสียหายแก่จําเลยน้อยที่สุดที่จะเป็นไปได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสาม 

การลาออกจากตําแหน่งกรรมการของบริษัท หากหนังสือลาออกระบุให้การลาออกมีผลในวันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติ ดังนี้ กรรมการที่ลาออกจะพ้นจากตําแหน่งเมื่อใด

คำพิพากษาฎีกาที่ 2929/2561 การพ้นจากตําแหน่งของกรรมการโดยกรรมการคนใดที่จะลาออกต้องยื่นหนังสือลาออก ต่อบริษัทและให้มีผลเป็นการพ้นจากตําแหน่งนับตั้งแต่เมื่อใดย่อมอยู่ภายใต้ข้อบังคับของจําเลย กําหนดไว้หรือตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เมื่อตามข้อบังคับของจําเลยในหมวด 3 ว่าด้วย กรรมการไม่ได้กําหนดไว้ว่าการพ้นจากตําแหน่งของกรรมการกรณีลาออกให้มีผลเป็นการพ้นจากตําแหน่งนับตั้งแต่เมื่อใด จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 1153/1 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า กรรมการคนใดจะลาออกจากตําแหน่ง ให้ยื่นใบลาออกต่อบริษัท การลาออกมีผลนับแต่วันที่ใบลาออกไปถึงบริษัท เมื่อ ช. ได้มีหนังสือลาออกจากตําแหน่งกรรมการลงวันที่ 20 เมษายน 2555 โดยจําเลยได้รับหนังสือลาออกในวันเดียวกัน การลาออกจากตําแหน่งกรรมการของ ช. จึงมีผลเป็นการพ้นจากตําแหน่งนับตั้งแต่วันที่หนังสือลาออกไปถึงจําเลย คือวันที่ 20 เมษายน 2555 ส่วนที่หนังสือลาออกระบุให้การลาออกมีผลในวันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติก็ตามก็เป็นเพียงการแสดงเจตนาฝ่ายเดียวของ ช. แต่หนังสือลาออก ดังกล่าวจะมีผลเป็นการพ้นจากตําแหน่งนับตั้งแต่เมื่อใดย่อมต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับของบริษัทจําเลยกําหนดไว้หรือตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เช่นนี้เมื่อ ช. พ้นจากตําแหน่งกรรมการของจําเลยแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2555 จึงมิใช่กรรมการของจําเลยที่จะมีอํานาจเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจําเลยได้ กรณีจึงมีเหตุให้เพิกถอนรายงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจําเลยและเพิกถอนมติของที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทจําเลย

คําถาม ผู้ถือหุ้นในบริษัทจํากัดมีอํานาจฟ้องบริษัทจํากัดและกรรมการผู้มีอํานาจกระทําการแทนขอให้เพิกถอนงบการเงินของบริษัท หรือไม่ การนัดเรียกประชุมใหญ่เพื่ออนุมัติงบการเงินดําเนินการผิดระเบียบ ผู้ถือหุ้นไม่ได้รับคําบอกกล่าวเชิญประชุม การฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ต้องฟ้องภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมติหรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 7316/2562 โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า จําเลยทั้งสามไม่ได้จัดให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติงบการเงินและการจัดทํางบการเงินไม่ถูกต้องตามหลักฐานเอกสารทางบัญชี คําฟ้องมีสภาพแห่งข้อหาเป็นสําคัญว่าจําเลยทั้งสามไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายในการจัดทําและนําเสนองบการเงิน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1197 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า งบดุลนั้นต้องจัดให้มีผู้สอบบัญชีคนหนึ่งหรือหลายคนตรวจสอบแล้วนําเสนอเพื่ออนุมัติในที่ประชุมใหญ่ภายในสี่เดือนนับแต่วันที่ลงในงบดุลนั้น หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามคําฟ้อง โจทก์ทั้งสามก็ไม่อาจจะใช้สิทธิแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมผู้ถือหุ้นหรือออกเสียงลงคะแนนได้ว่างบการเงินที่จัดทําไว้สมควรได้รับการอนุมัติหรือไม่ สิทธิของโจทก์ทั้งสาม ในฐานะผู้ถือหุ้นย่อมถูกกระทบกระเทือน แม้กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้ผู้ถือหุ้นฟ้องขอ เพิกถอนงบการเงินได้โดยตรงก็ตาม แต่ตามสภาพแห่งข้อหาที่โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างมา แสดงถึงการถูกโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสามในฐานผู้ถือหุ้น โจทก์ทั้งสองมีอํานาจฟ้อง  การส่งคําบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่กระทําเฉพาะการลงประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์ ไม่ได้มีการส่งทางไปรษณีย์ตอบรับซึ่งหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้นไปยังโจทก์ทั้งสามอีกทางหนึ่งซึ่งไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1175 วรรคหนึ่ง แต่หาทําให้การประชุมใหญ่และการลงมติอนุมัติงบการเงินที่เกิดขึ้นจริงไม่เป็นการประชุมใหญ่ และการลงมติเช่นว่านั้นไม่ กรณีมิใช่เรื่องจําเลยทั้งสามไม่ได้จัดให้มีการประชุมสามัญ ผู้ถือหุ้นประจําปี โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นขอให้เพิกถอนงบการเงินซึ่งอยู่ภายใต้มติของที่ประชุมใหญ่ ผู้ถือหุ้นที่ได้จัดประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นและมีการลงมติอนุมัติงบการเงินแล้ว ย่อมมีผลเป็นการขอ เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นที่อนุมัติงบการเงินนั้น ซึ่งการนัดเรียกประชุมใหญ่เพื่ออนุมัติงบการเงินดําเนินการผิดระเบียบ ทําให้โจทก์ทั้งสามไม่ได้รับคําบอกกล่าวเชิญประชุม จึงอยู่ในบังคับที่โจทก์ทั้งสามจะต้องร้องขอหรือฟ้องคดีขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ภายใน กําหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมตินั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีเพื่อขอให้เพิกถอนงบการเงินรอบปีบัญชีสิ้นสุดเมื่อพ้นกําหนดระยะเวลาที่จะฟ้องขอเพิกถอนได้ตามกฎหมาย โจทก์ทั้งสามหมดสิทธิฟ้องขอเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ที่อนุมัติงบการเงินนั้นได้