จำเลยเคยได้รับโทษจำคุกเกินกว่า 6 เดือน ซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษและพ้นโทษจำคุกมายังไม่เกิน 5 ปี หากคดีหลังเป็นการกระทำผิดโดยประมาท ศาลจะรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่645/2563 

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ใหม่) ได้เพิ่มหลักเกณฑ์ให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้มากขึ้น จากเดิมที่จำกัดเฉพาะแต่จำเลยที่ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน หรือเคยต้องโทษจำคุกแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ได้เพิ่มให้จำเลยที่เคยต้องโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน และจำเลยที่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่พ้นโทษจำคุกมาแล้วเกินกว่าห้าปี แล้วมากระทำความผิดอีก โดยความผิดในครั้งหลังเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จากหลักเกณฑ์ที่เพิ่มขึ้นมานั้น แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้จำเลยที่เคยต้องโทษจำคุกมาในระยะเวลาสั้นและจำเลยที่เคยได้รับโทษจำคุกระยะยาวแต่พ้นโทษมานานแล้ว มีโอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี 

จำเลยเคยได้รับโทษจำคุกเกินกว่า 6 เดือน ในความผิดฐานร่วมกันประกอบกิจการให้สินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาตและเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และจำเลยพ้นโทษจำคุกมายังไม่เกินห้าปี แม้คดีนี้จะเป็นการระทำความผิดโดยประมาทก็ตามจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะใช้ดุลพินิจรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 (2), (3) 

ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง โดยซื้อทรัพย์สินซึ่งจำนองจากการขายทอดตลาดจะต้องผูกพันตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่ยกเว้นให้ผู้จำนองต้องรับผิดชำระหนี้ของลูกหนี้เกินกว่าทรัพย์สินที่จำนอง หรือไม่ และผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองจะขอไถ่ถอนจำนอง จะต้องไถ่ถอนในวงเงินเท่าใด



คําพิพากษาฎีกาที่3259/2562 

ข้อตกลงต่อทำหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันที่ยกเว้นให้ผู้จำนองต้องรับผิดชำระหนี้ของลูกหนี้เกินกว่าทรัพย์ที่จำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 มีผลผูกพันและบังคับได้ระหว่างโจทก์กับผู้จำนองที่เป็นคู่สัญญาระหว่างกันอันเป็นบุคคลสิทธิ มิใช่เป็นการก่อตั้งทรัพยสิทธิอันจะตกติดไปกับทรัพย์สินที่จำนอง จำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนโดยซื้อทรัพย์สินซึ่งจำนองจากการขายทอดตลาดซึ่งมีเงื่อนไขให้ติดจำนองมาโดยมิได้เป็น 

ลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันย่อมมีสิทธิไถ่ถอนจำนองได้ด้วยการรับใช้เงินให้เป็นจำนวนอันสมควรกับราคาทรัพย์สินนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 736 และมาตรา 738 หาใช่ต้องรับผิดในหนี้ของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันเต็มจำนวนอันเกินกว่าราคาของทรัพย์สินที่จำนองไม่ 

จำเลยเป็นผู้โอนทรัพย์สินซึ่งจำนองมิได้มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ตามข้อตกลงต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ทั้งไม่มีข้อตกลงในการแปลงหนี้ โดยเปลี่ยนตัวจำเลยมาเป็นลูกหนี้แทนผู้จำนอง จึงไม่เกิดสิทธิโจทก์ที่จะบังคับจำเลยให้ชำระหนี้ในฐานะเป็นลูกหนี้ชั้นต้นหรือลูกหนี้ร่วมได้ ความรับผิดของจำเลยย่อมมีเพียงทรัพย์สินซึ่งจำนองที่ตนรับโอนมาซึ่งตราเป็นประกันการชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น โจทก์ไม่อาจอ้างข้อตกลงต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันที่ยกเว้นให้ผู้จำนองต้องรับผิดชำระหนี้ของลูกหนี้เกินกว่าทรัพย์ที่จำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 มาบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์นอกเหนือไปจากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำนองได้ 

แม้จำเลยเป็นผู้รับโอนทรัพย์ซึ่งจำนองและหากประสงค์จะไถ่ถอนจำนองยังมีภาระที่จะต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญาจำนองนับแต่มีการผิดนัดของลูกหนี้ชั้นต้นหรือผู้จำนอง โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองเพื่อชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยได้ตามสัญญาจำนองแต่โจทก์จะใช้สิทธิบังคับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยที่ค้างย้อนหลังเกินห้าปีขึ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 ซึ่งจำเลยให้การต่อสู้ไว้ไม่ได้ 

คําพิพากษาฎีกาที่5568/2562  

จำเลยที่ 2 มิได้เป็นลูกหนี้ชั้นต้นและมิใช่คู่สัญญาจำนองแก่โจทก์แต่เป็นเพียงบุคคลภายนอกผู้รับโอนทรัพย์สินที่ติดจำนองมา จำเลยที่ 2 จึงมีหน้าที่เพียงปลดเปลื้องภาระจำนองด้วยการไถ่ถอนจำนองเท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์ขอไถ่ถอนจำนองในวงเงิน 500,000 บาท โดยหนังสือแจ้งความประสงค์ดังกล่าวมีเอกสารแนบท้ายประกอบด้วยสำเนาสัญญาจำนอง สำเนาโฉนดที่ดินซึ่งระบุตำแหน่ง ลักษณะของทรัพย์สินที่จำนองชื่อเจ้าของเดิม ชื่อและภูมิลำเนาของผู้รับโอน วันที่รับโอนกรรมสิทธิ์รวมทั้งได้แจ้งความประสงค์จะไถ่ถอนจำนองให้จำเลยที่ 1 ทราบแล้ว หนังสือแจ้งขอไถ่ถอนจำนองของจำเลยที่ 2 จึงมีรายละเอียดครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 738 แล้ว การที่โจทก์มีหนังสือปฏิเสธไม่รับชำระหนี้โดยมิได้ฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 มีคำเสนอเพื่อให้ศาลสั่งขายทอดตลาดทรัพย์ซึ่งจำนอง ถือว่าโจทก์ยอมรับคำเสนอขอไถ่จำนองของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวโดยปริยายตามมาตรา 739, 741 แล้ว จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิไถ่จำนองได้ในวงเงิน 500,000 บาท 

จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์นัดวันเวลา สถานที่ชำระเงินเพื่อไถ่จำนองและโจทก์มิได้ไปตามนัดหมายก็ตาม แต่สัญญาจำนองจะระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 2 ใช้เงินแก่โจทก์ตามที่จำเลยที่ 2 เสนอขอไถ่ถอน กรณีแม้โจทก์ไม่ไปตามนัด จำเลยที่ 2 ยังสามารถไถ่ถอนจำนองได้ด้วยการวางเงินตามจำนวนที่เสนอขอไถ่ถอนต่อสำนักงานวางทรัพย์ ตามมาตรา 741 ประกอบมาตรา 331 เมื่อจำเลยที่ 2 ยังมิได้ไถ่ถอนจำนอง สัญญาจำนองจึงยังไม่ระงับสิ้นไป 

ป.พ.พ. มาตรา 701,727 บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องสิทธิหน้าที่ของผู้ค้ำประกันหรือผู้จำนอง แต่จำเลยที่ 2 เป็นเพียงบุคคลภายนอกผู้รับโอนทรัพย์สินโดยติดจำนอง ซึ่งสิทธิหน้าที่ของผู้รับโอนทรัพย์สินโดยติดจำนองนั้นมีบทบัญญัติโดยเฉพาะ ตาม ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 12 หมวด 5 จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจอ้างได้ว่าสัญญาจำนองระงับสิ้นไปเพราะผู้จำนองหลุดพ้น ตามมาตรา 701, 727 ประกอบมาตรา 744 (3) เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแก่จำเลยที่ 2 แล้ว แต่จำเลยที่ 2 เพิกเฉย จำเลยที่ 2 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระหนี้ตามหนังสือบอกกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 ได้ และมีสิทธิได้ดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 224  



คดีฟ้องให้บังคับชําระหนี้เงินกู้ จําเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็น เอกสารปลอม มิได้ให้การต่อสู้ว่าหนังสือสัญญากู้ปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ จําเลยจะยกขึ้น ในชั้นอุทธรณ์ได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 3035/2562 

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจําเลยชําระหนี้เงินกู้ ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินจําเลยให้การต่อสู้ ปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่า จําเลยไม่เคยลงลายมือชื่อทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ และหนังสือ สัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม ดังนี้ การจะรับฟังว่าจําเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ตามฟ้อง จริงหรือไม่ย่อมต้องอาศัยหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเป็นพยานหลักฐาน เมื่อหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ โจทก์อ้างเป็นหลักฐานในการฟ้องบังคับจําเลยให้รับผิดต่อโจทก์ มีลักษณะเป็นตราสารซึ่งต้องปิด อากรแสตมป์และขีดฆ่า ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา 118 แต่หนังสือสัญญากู้ยืมเงิน คงปิดอากรแสตมป์เพียงเท่านั้น มิได้ขีดฆ่าเสียด้วย หนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว จึงถือเป็น ตราสารที่ปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 และเป็นผลเท่ากับว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อ จําเลยผู้กู้ยืมเป็นสำคัญ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีแก่จําเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จําเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ไว้จําเลยย่อมยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง, 252 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 

การยื่นคําร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอ้างว่าการส่ง หมายนัดฟังคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเกิดขึ้นหลังศาลมีคําพิพากษาแล้ว ต้องยื่นไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น หรือไม่

คําพิพากษาฎีกที่ 3391/2562 

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง เมื่อมีการดําเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลมีอํานาจยกขึ้นพิจารณาได้เอง หรือคู่ความฝ่ายที่เสียหายมีอํานาจยื่นคําร้องขอให้เพิกถอน เสียได้ ส่วนระยะเวลาในการยื่นคําร้องนั้นบทบัญญัติดังกล่าววรรคสอง กําหนดให้คู่ความฝ่ายที่ เสียหายต้องยื่นไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้าง นั้น แต่ทั้งนี้คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดําเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ๆ ซึ่งระยะเวลาที่กฎหมายกําหนดไว้นี้ใช้บังคับแก่การยื่นคําร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบทุกกรณี ไม่ว่าจะอยู่ในระหว่าง พิจารณาหรือหลังจากศาลมีคําพิพากษาแล้ว ไม่ใช่ว่าใช้บังคับเฉพาะกรณีขอให้เพิกถอน กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบก่อนมีคําพิพากษา 

โจทก์ทราบผลคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เมื่อเจ้าพนักงานเดินหมายส่งคําบังคับ ให้โจทก์ทราบ แสดงว่าโจทก์ทราบแล้วว่าศาลชั้นต้นอ่านคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้ว (พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจําเลย) จึงมีการออก คําบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โจทก์ชอบที่จะตรวจสอบและทราบ ข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตามคําร้องได้นับแต่นั้น และโจทก์นําเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนอีกฝ่ายหนึ่งตาม คําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 มาวางศาล ถือได้ว่าโจทก์ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็น มูลแห่งข้ออ้างในเรื่องผิดระเบียบตั้งแต่โจทก์ได้รับคําบังคับหรืออย่างช้าภายในวันที่โจทก์นําเงิน มาวางศาล แต่โจทก์ยื่นคําร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ล่วงเลยเวลาที่ กฎหมายกําหนดโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะยื่นคําร้องได้ คําร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนกระบวน พิจารณาที่ผิดระเบียบจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง 

การนําสืบว่าหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือสูญหายไปนั้น จะนําพยานบุคคลมาสืบได้หรือไม่ และการนําพยานบุคคลมาสืบว่า มีการกู้ยืมกันตามหลักฐานแห่งการกู้ยืม ที่สูญหายไป ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนหรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 1282/2562 

ร. เข้าเบิกความเป็นพยานโดยโจทก์ไม่ได้ระบุในบัญชีระบุพยานก่อน ร. เบิกความไป ตามเอกสารเท่านั้น และนับแต่พยานเข้าเบิกความจนถึงวันที่ศาลล่างมีคําพิพากษา มีเวลา 15 วัน จําเลยก็ไม่ได้คัดค้าน เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจําเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญ ซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีศาลจึงสามารถรับฟังพยานปากนี้ได้ ไม่ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 

การนําสืบว่าหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือสูญหายไปนั้น โจทก์ย่อมนําพยานบุคคล มาสืบได้ เพราะเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงและการ นําพยานบุคคลสืบว่าจําเลยกู้เงินโจทก์ตามหลักฐานแห่งการกู้ยืมที่สูญหายไปต้องได้รับอนุญาต จากศาลก่อน เมื่อศาลชั้นต้นยอมให้โจทก์นําพยานบุคคลเข้าสืบได้ตลอดทั้งเรื่อง ถือว่าศาลชั้นต้น ได้อนุญาตโดยปริยายแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551มาตรา 7 

คดีอัตราโทษจําคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งจําหน่ายคดีเพราะสิทธินําคดีอาญามาฟ้องระงับ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ สั่งให้ศาลชั้นต้นดําเนินกระบวนพิจารณาและมีคําพิพากษาต่อไปโดยไม่สั่งจําหน่ายคดี อันเป็นการ โต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของโจทก์ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 3162/2562 

โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ มีระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาคดีอาญา ในศาลแขวง พ.ศ. 2494 มาตรา 22 (หมายเหตุ เทียบ ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ) แต่กฎหมายบัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์เฉพาะในส่วนของคําพิพากษาเท่านั้น การที่โจทก์ร่วม อุทธรณ์คําสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งจําหน่ายคดีเพราะสิทธินําคดีอาญามาฟ้องระงับ แม้จะเป็นการ อุทธรณ์ดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการรับฟังข้อเท็จจริงก็ตาม แต่คําสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวก็มิได้ ก้าวล่วงไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงในเนื้อหาแห่งคําฟ้องแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมคงเป็นเรื่อง ที่โจทก์ร่วมขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 สั่งให้ศาลชั้นต้นดําเนินกระบวนพิจารณาและมีคําพิพากษา ต่อไปโดยไม่สั่งจําหน่ายคดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น กรณีเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์โต้แย้ง ดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการสั่งจําหน่ายคดีเพราะสิทธินําคดีอาญามาฟ้องระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) มิใช่เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงในเนื้อหาแห่งคําฟ้องที่จะต้องห้าม อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาคดีอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2494 มาตรา 22 

ผู้ต้องหายื่นคําร้องต่อศาลขอตรวจสํานวนและคัดถ่ายเอกสารคําร้องขอ ออกหมายจับ พร้อมทั้งเอกสารประกอบกับหมายจับ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้คัดถ่ายเฉพาะคําร้องขอ ออกหมายจับ คําสั่งและหมายจับ ส่วนเอกสารประกอบคําร้องอื่น ๆ เป็นเอกสารที่ใช้ในขั้นตอน การสอบสวน ไม่อนุญาต ดังนี้ ผู้ต้องหาจะอุทธรณ์คําสั่งศาลชั้นต้น ได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 2863/2562 

ศาลชั้นต้นมีคําสั่งรับคําฟ้องไว้พิจารณาแล้ว ต่อมาผู้ต้องหาที่ 5 ยื่นคําร้องขอ คัดถ่ายเอกสารคําร้องขอออกหมายจับ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้คัดถ่ายคําร้องขอออกหมายจับ คําสั่งศาลและหมายจับเท่านั้น แต่ไม่อนุญาตให้คัดถ่ายเอกสารประกอบส่วนอื่นนั้น คําสั่งศาล ชั้นต้นดังกล่าวเป็นคําสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำไให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ห้ามมิให้อุทธรณ์คําสั่งนั้น จนกว่าจะมีคําพิพากษาและมีอุทธรณ์คําพิพากษานั้นด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196 

ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้งดการไต่สวนมูลฟ้องและจําหน่ายคดีชั่วคราว และเมื่อคดี ที่จําเลยฟ้องโจทก์ถึงที่สุดให้โจทก์แถลงให้ศาลทราบเพื่อยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป ดังนี้ โจทก์จะ อุทธรณ์คําสั่งศาลดังกล่าวในระหว่างการพิจารณา ได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 3590 – 3592/2562 

คําสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดการไต่สวนมูลฟ้อง และจําหน่ายคดีชั่วคราว เมื่อคดีที่จําเลย ฟ้องโจทก์ทั้งสามตามคดีอาญาของศาลชั้นต้นถึงที่สุดให้โจทก์แถลงให้ศาลทราบเพื่อยกคดีขึ้น พิจารณาต่อไปนั้น เป็นเพียงคําสั่งจําหน่ายคดีชั่วคราว ไม่ใช่คําสั่งจําหน่ายคดีเด็ดขาด คําสั่ง ดังกล่าวไม่ทำให้ประเด็นแห่งคดีเสร็จไปแต่อย่างใด จึงเป็นคําสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้ คดีเสร็จสํานวน โจทก์ทั้งสามจึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คําสั่งดังกล่าวในระหว่างการพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196 

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจําเลยมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น แต่ให้ รอการกําหนดโทษและคุมความประพฤติไว้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จําเลยฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง ได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 946/2562 

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจําเลยมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 แต่ให้รอการกําหนดโทษและคุมความประพฤติไว้ จึงไม่เป็นการลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 18 และต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษ จําคุกจําเลยเกิน 5 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและ ครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 ที่จําเลยฎีกา ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นําสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าจําเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย ผู้เสียหายนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว 

ฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อผู้เรียงและผู้เขียนหรือผู้พิมพ์ ความปรากฏใน ชั้นอุทธรณ์ ดังนี้ จะย้อนสํานวนให้ศาลชั้นต้นดําเนินการแก้ไขให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าว ได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 6386/2562 

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 บัญญัติว่า “ถ้าฟ้อง ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง” และมาตรา 158 บัญญัติว่า “ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (7) ลายมือชื่อโจทก์ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง” ตามฟ้องโจทก์ปรากฏว่า โจทก์ได้ลงลายมือชื่อโจทก์แล้วโดยผู้รับ มอบอํานาจโจทก์ลงลายมือชื่อแทนโจทก์ เหตุที่ไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียงและผู้เขียน หรือพิมพ์ฟ้องน่าจะเป็นเพราะโจทก์พิมพ์คําขอท้ายฟ้องเฉพาะด้านหน้ามิได้พิมพ์แบบพิมพ์ด้านหลังซึ่งจะมีช่องลายมือชื่อผู้เรียงหรือผู้พิมพ์ไว้ จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยซึ่งสามารถแก้ไขได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคําพิพากษายกฟ้องโจทก์ เพราะเหตุดังกล่าวโดยไม่สั่งให้ โจทก์แก้ไขก่อนจึงไม่ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นควรให้ศาลชั้นต้นดําเนินการ ให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกําหนด และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี หลังจากที่โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวแล้วให้ศาลชั้นต้นส่งสํานวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี 

พิพากษายกคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้ย้อนสํานวนให้ศาลชั้นต้น ดําเนินการให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดที่ไม่ลงชื่อผู้เรียงผู้เขียนหรือผู้พิมพ์แล้วส่งสํานวน ไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี 

หมายเหตุ กลับหลักคําพิพากษาฎีกาที่ 3439/2562