คลังเก็บป้ายกำกับ: เนติบัณฑิต

[ป.วิ.แพ่ง ภาค 2] คดีแพ่ง โจทก์มีสิทธิขอถอนฟ้องในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาได้หรือไม่

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 175 วางหลักว่า ก่อนจำเลยยื่นคำให้การ โจทก์อาจถอนคำฟ้องได้โดยยื่นคำบอกกล่าวเป็นหนังสือต่อศาล
ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น เพื่ออนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องได้ ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่
(1) ห้ามไม่ให้ศาลให้อนุญาต โดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมี ก่อน
(2) ในกรณีที่โจทก์ถอนคำฟ้อง เนื่องจากมีข้อตกลงหรือประนีประนอมยอมความกับจำเลย ให้ศาลอนุญาตไปตามคำขอนั้น

การถอนฟ้องนั้น แม้กฎหมายมิได้บัญญัติว่าโจทก์จะขอถอนคำฟ้องได้ถึงเมื่อใด ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าโจทก์ต้องขอถอนฟ้องระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา

คำพิพากษาฎีกาที่ 3996/2561 ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องได้เฉพาะก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเท่านั้น จะขอถอนฟ้องหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วไม่ได้ หากมีการตกลงกันได้ระหว่างคู่ความก็ชอบที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในชั้นฎีกา โดยจะทำที่ศาลชั้นต้นหรือศาลฎีกาก็ได้ กรณีจึงไม่อาจอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 6 ได้ตามคำร้องของโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 6 และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความจึงไม่ชอบ

คำพิพากษาฎีกาที่ 7887/2542 คำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ชอบที่ยื่นต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในเวลาใดก็ได้ก่อนศาลนั้นพิพากษา การที่โจทก์มายื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 ที่ 4 เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ พิพากษาคดีไปแล้วย่อมเป็นการล่วงเลยเวลาที่จะอนุญาตให้ถอนฟ้องได้ 

ข้อสังเกต ถ้าศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีก็กลับเข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นอีกครั้งหนึ่ง โจทก์จึงขอถอนคำฟ้องได้ โดยอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะมีอำนาจสั่งคำร้องดังกล่าว

คำพิพากษาฎีกาที่ 5623/2548 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยทั้งสองต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี แม้จำเลยทั้งสองจะยื่นฎีกาอยู่ก็ตาม แต่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ย่อมผูกพันคู่ความอยู่จนกว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ดังนี้ ต้องถือว่า คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นที่จะต้องสืบพยานจำเลยต่อไป ดังนั้น โจทก์ย่อมขอถอนฟ้องได้ และศาลชั้นต้นชอบที่จะมีอำนาจสั่ง เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องโดยจำเลยทั้งสองไม่คัดค้านแล้ว การถอนฟ้องย่อมลบล้างผลแห่งการยื่นคำฟ้อง รวมทั้งกระบวนพิจารณาอื่น ๆ อันมีต่อมาภายหลังยื่นคำฟ้อง และกระทำให้คู่ความกลับคืนสู่ฐานะเดิมเสมือนหนึ่งมิได้มีการยื่นคำฟ้องเลย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 ดังนั้น ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงต้องถูกลบล้างไปด้วยผลของการถอนฟ้อง ไม่อาจที่จะนำฎีกาของจำเลยทั้งสองมาพิจารณาได้อีกต่อไป

[ป.วิ.อาญา ภาค 4] ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขังผู้ต้องหาตามคำร้องของพนักงานสอบสวน ผู้ต้องหามีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขังผู้ต้องหาตามคำร้องของพนักงานสอบสวนนั้น เป็นอำนาจของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่สามารถทำได้ อีกทั้ง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 106 บัญญัติให้ผู้ต้องหามีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวได้อยู่แล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายว่า มีวัตถุประสงค์จะให้กระบวนการยุติธรรมในชั้นฝากขังระหว่างสอบสวนยุติไปในระดับศาลชั้นต้นเท่านั้น ดังนี้ ผู้ต้องหาจึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 4265/2561 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ต้องหาว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขังผู้ต้องหามีกำหนด 12 วัน ตามคำร้องของผู้ร้อง ผู้ต้องหามีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคห้า บัญญัติว่า “เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตามมาตรา 71 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อออกหมายขังโดยทันที… กรณีเช่นว่านี้ให้นำมาตรา 87 มาใช้บังคับแก่การพิจารณาออกหมายขังโดยอนุโลม…” มาตรา 71 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “เมื่อได้ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาแล้ว ในระยะใดระหว่างสอบสวนไต่สวนมูลฟ้อง หรือพิจารณา ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ตามมาตรา 87 หรือมาตรา 88 ก็ได้ และให้นำบทบัญญัติในมาตรา 66 มาใช้บังคับโดยอนุโลม” มาตรา 66 บัญญัติว่า “เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้ (1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี” ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ให้อำนาจศาลที่จะขังผู้ต้องหาระหว่างสอบสวน หากมีเหตุตามมาตรา 66 ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี จึงเป็นกรณีที่ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 71 ประกอบมาตรา 66 บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกระบวนการก่อนฟ้องซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจของศาลเพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีตัวจำเลยในการพิจารณาคดีของศาลทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 106 บัญญัติให้ผู้ต้องหามีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวได้อยู่แล้ว แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดเจนว่า มีวัตถุประสงค์จะให้กระบวนการยุติธรรมในชั้นฝากขังระหว่างสอบสวนเป็นอำนาจของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและยุติไปในระดับศาลชั้นต้นเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายมีความประสงค์จะให้ผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยมาแล้ว ผู้ต้องหาจึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาตามคำร้องของผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของผู้ต้องหาจึงชอบแล้ว ฎีกาผู้ต้องหาฟังไม่ขึ้น”

[ป.วิ.อาญา ภาค 4] ในคดีอาญาศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาได้หรือไม่

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญา

มาตรา 220  วางหลักว่า ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์

ป.วิ.อาญา มาตรา 220 นี้นําไปใช้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องด้วย ดังนั้น คดีที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลจึงพิพากษายกฟ้อง หากต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คู่ความทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นโจทก์ โจทก์ร่วม จำเลย จะฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและในปัญหาข้อกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม คดีที่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 220 นี้ คู่ความมีสิทธิขอให้ผู้พิพากษาอนุญาตให้ฎีกาหรือขอให้อัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาตามหลักเกณฑ์ในป.วิ.อาญา มาตรา 221 ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3123/2560 ความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารปลอมและฐานกระทำหรือยินยอมให้กระทำการเพื่อลวงให้ห้างหุ้นส่วนบริษัท ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นขาดประโยชน์อันควรได้ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220

พิพากษาศาลฎีกาที่ 2321/2550 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ซึ่งต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220

อ่านเพิ่มเติม

[ป.วิ.แพ่ง ภาค 2] ในคดีแพ่ง โจทก์คนเดียวกันฟ้องจำเลยคนเดียวกันไว้หลายคดี โดยคำฟ้องมีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเป็นอย่างเดียวกัน แต่มีคำขอท้ายฟ้องแตกต่างกัน หากคดีก่อนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลใดศาลหนึ่ง คำฟ้องคดีหลังจะเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 173 วรรคสอง (1) วางหลักว่า เมื่อศาลได้รับคำฟ้องแล้ว ให้ศาลออกหมายส่งสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยเพื่อแก้คดี และภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันยื่นคำฟ้อง ให้โจทก์ร้องขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ส่งหมายนั้น นับแต่เวลาที่ได้ยื่นคำฟ้องแล้ว คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา และผลแห่งการนี้ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกัน หรือต่อศาลอื่น

หลักเกณฑ์เรื่องฟ้องซ้อน
1. คดีก่อนได้มีการยื่นฟ้องคดีไว้แล้ว
2. ขณะยื่นฟ้องคดีใหม่ คดีก่อนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลใดศาลหนึ่ง
3. ห้ามโจทก์คนเดิมฟ้องจําเลยคนเดิม
4. ห้ามฟ้องคดีใหม่ทุกรูปแบบ
5.ไม่ว่าจะต่อศาลเดียวกันหรือศาลอื่น
6. ห้ามฟ้องในเรื่องเดียวกัน

การที่โจทก์คนเดียวกันฟ้องจำเลยคนเดียวกันไว้หลายคดี โดยในคำฟ้องมีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเป็นอย่างเดียวกัน แม้จะมีคำขอท้ายคำฟ้องแตกต่างกัน ก็ต้องถือว่าเป็นการฟ้องเรื่องเดียวกัน และเป็นคำขอที่สามารถขอได้ในคดีก่อนอยู่แล้ว หากคดีก่อนยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลใดศาลหนึ่ง คำฟ้องคดีหลังย่อมเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามป.วิ.แพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1)

ถึงแม้ว่า ความเสียหายที่เรียกร้องมาในคดีใหม่จะเพิ่งปรากฏขึ้นภายหลังฟ้องคดีก่อนก็ตาม โจทก์ก็สามารถขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติมในคดีก่อนได้อยู่แล้ว ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ในป.วิ.แพ่ง มาตรา 179, 180, 181

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2222/2562 คดีสองสำนวนก่อนกับคดีนี้เป็นเรื่องฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยเลิกสัญญาตัวแทนจำหน่ายฉบับเดียวกันในคราวเดียวกัน จึงมีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นเดียวกัน แม้คดีนี้จะมีคำขอที่แตกต่างกันไปโดยอ้างข้อตกลงในสัญญาตัวแทนจำหน่ายว่าภายหลังเลิกสัญญากันแล้ว จำเลยมีหน้าที่รับคืนสินค้าแต่จำเลยไม่รับคืน ทำให้โจทก์เสียหาย ก็เป็นคำขอที่สามารถขอได้ในสองคดีก่อนอยู่แล้ว เพราะการเรียกค่าเสียหายเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุที่จำเลยเลิกสัญญาฉบับเดียวกัน และจำเลยมีหนังสือแจ้งการไม่ต่อสัญญาตัวแทนจำหน่ายไปยังโจทก์ พร้อมกับแจ้งสิทธิหน้าที่ตามสัญญาตัวแทนจำหน่ายให้โจทก์ส่งมอบสินค้าในคลังสินค้าคืนแก่จำเลยตามราคาที่สั่งซื้อไปถึงสองครั้งแต่โจทก์เพิกเฉยและกลับไปฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นเป็นสองคดีก่อน แสดงได้ชัดเจนว่ามีข้อโต้แย้งเรื่องคืนสินค้ากันก่อนฟ้องสองคดีก่อน และค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องเรียกในคดีนี้สามารถเรียกได้ในสองคดีก่อนอยู่แล้ว หรือหากมีความเสียหายเพิ่งปรากฏภายหลังฟ้องสองคดีก่อน โจทก์ก็สามารถขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเรียกค่าเสียหายในสองคดีก่อนได้ การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันใหม่เป็นคดีนี้ ขณะที่คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)

เจ้าพนักงานศาลวางหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไว้ที่โต๊ะของเจ้าหน้าที่รปภ.บริเวณชั้นล่างของอาคารที่จำเลยมีสำนักงานอยู่ ถือว่าปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 27  วรรคหนึ่ง วางหลักว่า ในกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม หรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการเขียน และการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่น ๆ หรือในการพิจารณาคดี การพิจารณาพยานหลักฐาน หรือการบังคับคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่ศาลเห็นสมควร

มาตรา 79 วรรคหนึ่ง วางหลักว่า  ถ้าการส่งคำคู่ความหรือเอกสารนั้นไม่สามารถจะทำได้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตราก่อน ศาลอาจสั่งให้ส่งโดยวิธีอื่นแทนได้ กล่าวคือปิดคำคู่ความหรือเอกสารไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของคู่ความหรือบุคคลผู้มีชื่อระบุไว้ในคำคู่ความหรือเอกสาร หรือมอบหมายคำคู่ความหรือเอกสารไว้แก่เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองในท้องถิ่นหรือเจ้าพนักงานตำรวจ แล้วปิดประกาศแสดงการที่ได้มอบหมายดังกล่าวแล้วนั้นไว้ดังกล่าวมาข้างต้น หรือลงโฆษณาหรือทำวิธีอื่นใดตามที่ศาลเห็นสมควร

หลักเกณฑ์ การปิดคำคู่ความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79
1. การส่งคำคู่ความไม่สามารถทำได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตราก่อน
2. ศาลอาจสั่งให้ส่งโดยวิธีปิดคำคู่ความหรือเอกสารไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย
3. วิธีปิดคำคู่ความ
3.1 ปิดคำคู่ความไว้ที่
-ภูมิลำเนาของคู่ความหรือบุคคลผู้มีชื่อระบุไว้ในคำคู่ความหรือเอกสาร หรือ
-สำนักทำการงานของคู่ความหรือบุคคลผู้มีชื่อระบุไว้ในคำคู่ความหรือเอกสาร หรือ
3.2 มอบหมายคำคู่ความหรือเอกสารไว้แก่
-เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองในท้องถิ่นหรือ
-เจ้าพนักงานตำรวจ

การที่เจ้าพนักงานศาลผู้ส่งคำคู่ความโดยการปิดหมาย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 ทำการวางหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไว้ที่โต๊ะของเจ้าหน้าที่รปภ.บริเวณชั้นล่างของอาคารที่จำเลยมีสำนักงานอยู่นั้น มิใช่การปิดหมายไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลย การกระทำการดังกล่าวของเจ้าพนักงานศาลจึงไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2629/2562 การปิดหมาย เจ้าพนักงานศาลผู้ส่งต้องปิดหมายไว้ในที่แลเห็นได้ง่าย ณ ภูมิลำเนาหรือสำนักทำการงานของจำเลย การที่ผู้ส่งหมายเพียงแต่วางหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไว้ที่โต๊ะของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณชั้นล่างของอาคารที่จำเลยมีสำนักงานอยู่ที่ชั้น 5 จึงไม่ชอบ กระบวนพิจารณาตั้งแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องและภายหลังแต่นั้นมาย่อมไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่

ถ้าผู้เสียหายที่แท้จริงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ผู้มีอำนาจจัดการแทนตามป.วิ.อาญา มาตรา 4, 5, 6 จะมีอำนาจยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามมาตรา 30 เเละยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 แทนได้หรือไม่

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 30 วางหลักว่า คดีอาญาใดซึ่งพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในระยะใดระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนั้นก็ได้

มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง วางหลักว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกายชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้

กรณีที่ผู้เสียหายที่แท้จริงมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดอยู่ด้วยย่อมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและไม่มีสิทธิดำเนินคดีอาญาด้วยตนเอง ดังนั้น มารดาของผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีอาญาเเทน รวมทั้งไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) ประกอบ มาตรา 3 (2) และมาตรา 30

อย่างไรก็ตาม มารดาของผู้เสียหายยังคงมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งตามป.วิ.อาญา มาตรา 44/1 แทนได้ แม้ผู้ตายจะไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย เพราะประเด็นว่าค่าสินไหมทดแทนจะต้องชดใช้กันมากน้อยเพียงใด ย่อมต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 ที่ให้พิจารณาว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 753/2561 ผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดอยู่ด้วย จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย ไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตาย และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิม ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมโดยวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายกระทำความผิดเพียงฝ่ายเดียว จึงไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ดี บ. มารดาของผู้ตายยังคงมีสิทธิเรียกร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ตายเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ บ. ซึ่งเป็นผู้เสียหายในทางแพ่งชอบที่เรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ แต่จำเลยทั้งสองจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนมากน้อยเพียงใด ย่อมต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 ที่ให้พิจารณาว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร เมื่อผู้ตายกับจำเลยทั้งสองมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนอันสืบเนื่องมาจากการทำงาน วันเกิดเหตุผู้ตายกวักมือมายังจำเลยทั้งสอง แล้วจำเลยทั้งสองกับผู้ตายชกต่อยกันจนจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ บ. สองในสามส่วน ของค่าสินไหมทดแทนที่ บ. จะได้รับ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

จำเลยให้การว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกคืนที่ดินคืน เเละฟ้องเเย้งว่าหากจำเลยจะต้องส่งคืนที่ดินพิพาทตามฟ้องเเก่โจทก์ ขอให้โจทก์คืนเงินค่าที่ดินเเละค่าสินไหมทดแทนในกรณีผิดสัญญาเเก่จำเลยนั้น ฟ้องเเย้งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความเเพ่ง
มาตรา 177 วรรคสาม วางหลักว่า จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก
มาตรา 179 วรรคท้าย วางหลักว่า แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้

การที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกคืนที่ดินจากจำเลยเเละเรียกให้จำเลยชดใช้ราคาที่ดิน เเละฟ้องเเย้งขอให้โจทก์คืนเงินค่าที่ดินและค่าสินไหมทดแทน เพราะเหตุผิดสัญญาหากข้อต่อสู้ของจำเลยที่ปฏิเสธการคืนโฉนดที่ดินไม่เป็นผล ฟ้องเเย้งของจำเลยย่อมเป็นฟ้องเเย้งที่มีคำขอบังคับหากศาลมีคำพิพากษาในทางใดทางหนึ่ง จึงเป็นฟ้องเเย้งที่มีเงื่อนไขให้ศาลต้องพิจารณาเมื่อข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยรับฟังไม่ได้ ฟ้องเเย้งนั้นจึงเป็นฟ้องเเย้งที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสามประกอบมาตรา 179 วรรคท้าย ศาลไม่อาจรับฟัองเเย้งดังกล่าวไว้พิจารณาได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7985-7986/2561 จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยมีสิทธิในที่ดินและโฉนดที่ดินที่พิพาท โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเรียกคืนที่ดินและโฉนดที่ดินที่พิพาทและเรียกให้จำเลยชดใช้ราคาที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง และยังฟ้องแย้งด้วยว่า ไม่ว่าด้วยเหตุผลหรือด้วยข้อกฎหมายในกรณีใดก็ตามที่จำเลยจะต้องส่งคืนโฉนดที่ดินที่พิพาทตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่จำเลยได้ชำระโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนเป็นค่าที่ดินคืนให้แก่จำเลย พร้อมค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ทั้งสองผิดสัญญา อันแสดงเจตนาของจำเลยได้ว่า จำเลยขอฟ้องแย้งให้โจทก์ทั้งสองคืนเงินค่าที่ดินและค่าสินไหมทดแทน เพราะเหตุผิดสัญญาหากข้อต่อสู้ของจำเลยที่ปฏิเสธการคืนโฉนดที่ดินไม่เป็นผล ซึ่งเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขให้ศาลต้องพิจารณาต่อเมื่อข้อต่อสู้ตามคำให้การรับฟังไม่ได้แล้ว จึงไม่ชอบที่จะรับฟ้องแย้งไว้พิจารณาไปพร้อมกับฟ้องโจทก์ทั้งสอง แม้ศาลชั้นต้นจะรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้ ก็เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม)

ในคดีแพ่ง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าสิทธิเรียกร้องโจทก์ขาดอายุความ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การแต่อย่างใด จะถือว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ด้วยหรือไม่

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 59 วางหลักว่า บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่วามในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี แต่ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้                               
(1) บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย

เมื่อโจทก์ฟ้องโดยอ้างว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์และต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสี่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีและมูลความแห่งคดีนั้นจึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ 1และที่ 2 ได้ยื่นคำให้การต่อสู้เรื่องอายุความไว้ จึงถือว่าการยื่นคำให้การดังกล่าวได้กระทำโดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วย ศาลจึงสามารถพิพากษายกฟ้องไปถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่มิได้ยื่นคำให้การต่อสู้เรื่องอายุความได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1191/2560 ศาลชั้นต้นชี้สองสถานและกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ แม้จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะมิได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ แต่เมื่อตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ มูลความแห่งคดีจึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ถือว่าได้ทำโดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1)

โจทก์ฟ้องจำเลยโดยมีคำขอบังคับให้โจทก์มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวและให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนโจทก์ ระหว่างพิจารณามีการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรม ผลคือจำเลยมิได้เป็นบิดา หากจำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยเคยจ่ายไป จะทำได้หรือไม่

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  
                                               
มาตรา 177 วรรคสาม วางหลักว่า จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก

มาตรา 179 วรรคท้าย วางหลักว่า แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้

โดยหลักแล้ว ฟ้องแย้งต้องเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม พอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ศาลจึงจะรับฟ้องแย้งไว้พิจารณา เมื่อจำเลยฟ้องแย้งโดยอาศัยเมื่อผลตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่ในระหว่างพิจารณาคดี จึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จำเลยจึงฟ้องแย้งในคดีนี้ไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2560 โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอบังคับให้โจทก์มีอำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียวพร้อมทั้งให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนโจทก์ โดยเป็นการเรียกบุตรคืนโดยอาศัยอำนาจปกครองบุตรตามที่โจทก์กับจำเลยทำบันทึกไว้ท้ายทะเบียนหย่า จำเลยฟ้องแย้งโดยขอให้ชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยต้องจ่ายไป ทั้งนี้หลังจากที่มีการทราบผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมว่าจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. ฟ้องแย้งในส่วนนี้ของจำเลยจึงเป็นฟ้องแย้งที่อาศัยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่ในระหว่างพิจารณาคดีโดยเป็นการบังคับแก่โจทก์ให้ชำระค่าเสียหาย จึงเป็นคนละเรื่องกับคำฟ้องของโจทก์ซึ่งไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม