คลังเก็บป้ายกำกับ: เนติ

ประเด็น : ใช้ถุงพลาสติกไม่มีช่องอากาศครอบศีรษะแล้วใช้เทปกาวพันรอบถุงบริเวณลำคอผู้ตาย จำเลยย่อมเห็นผลได้ว่าจะทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจถึงแก่ความตายได้ ถือว่ามีเจตนาฆ่า จึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288

คำพิพากษาฎีกาที่ 5332/2560
จำเลยใช้ถุงพลาสติกซึ่งไม่มีช่องอากาศครอบศีรษะผู้ตาย แล้วใช้เทปกาวพันรอบถุงบริเวณลำคอผู้ตาย
…..แม้จำเลยจะอ้างว่าไม่มีเจตนาฆ่า เพราะถ้าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายจริงจำเลยก็คงเอามีดแทงหรือบีบคอผู้ตายให้ถึงแก่ความตายไปแล้ว คงไม่ต้องลำบากหาถุงพลาสติกมาครอบศรีษะจำเลยนั้น
เห็นได้ว่าแม้จำเลยจะไม่ประสงค์ต่อผลที่จะให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย คงเพียงแต่จะทรมานผู้ตายเท่านั้น แต่จำเลยย่อมเห็นผลได้ว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจและถึงแก่ความตายได้ จึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายแล้ว
เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288
การที่จำเลยจะอ้างว่าการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะได้นั้นต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมเสียก่อน และต้องเป็นการกระทำความผิดในขณะที่ถูกผู้ตายข่มเหงด้วย
ก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้ตายมีปากเสียงทะเลาะกันในขณะที่จำเลยขับรถยนต์มากับผู้ตาย แม้จำเลยอ้างว่าผู้ตายทุบตีและถีบจำเลยจนทำให้รถยนต์เสียหลักไปชนกับขอบทางด่วน แต่สาเหตุที่ผู้ตายกระทำต่อจำเลยนั้น เกิดจากการที่จำเลยหลอกลวงให้ผู้ตายไปพบเพื่อดูรถยนต์ที่จำเลยจะนำมาตีใช้หนี้ให้แก่ผู้ตาย ซึ่งถือว่าจำเลยมีส่วนผิดอยู่ด้วย ดังนั้นเมื่อจำเลยใช้เข็มขัดพลาสติกรัดสายไฟมัดมือมัดเท้า ใช้เทปปิดปากผู้ตายและถอดเสื้อผ้าของผู้ตายออกทิ้งไปแล้ว ผู้ตายย่อมไม่อาจกระทำการอันเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมต่อไปได้
การที่จำเลยยังคงใช้ถุงพลาสติกคลุมศีรษะผู้ตายและใช้เทปมัดถุงพลาสติกรัดคอผู้ตายจนแน่น โดยอ้างว่ายังคงได้ยินเสียงผู้ตายด่าทอและขู่จะทำร้ายภรรยาและบุตรของจำเลย จนทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมานั้น ย่อมไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดในขณะที่ถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ

ประเด็น : คดีที่เอกชนฟ้องว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทำละเมิดในระหว่างควบคุมผู้ต้องหา เป็นคดีที่เกิดจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม

คําวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 22/2547 คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานของรัฐว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐในสังกัดทําละเมิดโดยไม่ใส่กุญแจห้องควบคุมผู้ต้องหาจนเป็นเหตุให้ผู้ต้องหาอื่นเข้าไปรุมทําร้ายบุตรผู้ฟ้องคดีภายในห้องควบคุมคดีอาญาจนถึงแก่ความตาย เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องขังในคดีอาญาเป็นการใช้อํานาจตามกฎหมายเพื่อนําตัวผู้กระทําความผิดอาญาไปลงโทษและได้ดําเนินการตามที่ป.วิ.อาญากําหนดไว้เป็นการเฉพาะ คดีนี้จึงมิใช่การกระทําละเมิดจากการใช้อํานาจทางปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทําละเมิดอันสืบเนื่องจากการใช้อํานาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจึงอยู่ในอํานาจของศาลยุติธรรม

คําวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 34/2558 คดีที่เอกชนยื่นฟ้องหน่วยงานทางปกครองว่าผู้ต้องหาถูกจับกุมดําเนินคดีอาญาและถูกควบคุมในห้องขังสถานีตำรวจภูธร เจ้าหน้าที่สิบเวรผู้ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมและเก็บรักษากุญแจห้องขังพบเหตุเพลิงไหม้สถานีตำรวจ ตามหน้าที่ต้องเปิดประตูห้องขังนําตัวผู้ต้องหาออกมาให้พ้นจากอันตราย แต่กลับแจ้งเหตุและรอคำสั่งผู้บังคับบัญชาแล้วจึงช่วยเหลือผู้ต้องหาในห้องขังทําให้เพลิงไหม้ห้องขังและผู้ต้องหาถูกไฟคลอกเสียชีวิตนั้นเกิดจากการกระทําละเมิดของเจ้าหน้าที่ในสังกัดผู้ถูกฟ้องคดีในการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องหา ขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชําระค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะและค่าเสียหายอันมิใช่ตัวเงินพร้อมดอกเบี้ย.เห็นว่ามูลความแห่งคดีสืบเนื่องมาจากพนักงานสอบสวนจับกุมผู้ต้องหาว่ากระทําความผิดอาญาและถูกควบคุมตัวระหว่างสอบสวนเพื่อดําเนินคดีอาญาจนถึงแก่ความตายขณะอยู่ในอํานาจควบคุมของเจ้าหน้าที่ ป.วิ.อาญา มาตรา 84/1 บัญญัติให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าทําการจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องหาไปยังศาล ถ้าไม่อาจส่งไปได้ในขณะนั้นเนื่องจากเป็นเวลาที่ศาลปิด หรือใกล้จะปิดทําการให้พนักงานสอบสวนที่รับตัวผู้ถูกจับไว้มีอํานาจปล่อยผู้ถูกจับชั่วคราวหรือควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้จนกว่าจะถึงเวลาศาลเปิดทําการ อันเป็นขั้นตอนการดําเนินการที่กําหนดให้อํานาจพนักงานสอบสวนไว้เป็นการเฉพาะโดยตรงเพื่อนำไปสู่การฟ้องคดีและลงโทษผู้กระทําความผิดทางอาญา และตามมาตรา 2 (1) ก็บัญญัติว่า “ศาล” หมายความถึงศาลยุติธรรมหรือผู้พิพากษาซึ่งมีอํานาจเกี่ยวกับคดีอาญา ดังนั้นศาลที่มีอํานาจในการควบคุมตรวจสอบการสอบสวนของพนักงานสอบสวน คือ ศาลยุติธรรมซึ่งมีอํานาจเกี่ยวกับคดีอาญา.แม้ผู้ฟ้องจะบรรยายฟ้องในทำนองว่าผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ก็ตาม แต่การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวก็เป็นเรื่องการสอบสวนเพื่อนําตัวผู้กระทําความผิดไปลงโทษทางอาญา เมื่อมีความเสียหายหรือข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทําละเมิดของเจ้าหน้าที่เกิดขึ้น ศาลยุติธรรมย่อมมีอํานาจในการตรวจสอบขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทําละเมิดอันสืบเนื่องจากการใช้อํานาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจึงอยู่ในอํานาจศาลยุติธรรม

คําวินิจฉัยชี้ขาดอํานาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 19/2545 การที่ตำรวจเข้าตรวจค้น จับกุมบุคคลถือได้ว่าเป็นขั้นตอนการดําเนินการของเจ้าพนักงานตามที่ป.วิ.อาญากําหนดให้อํานาจไว้เป็นการเฉพาะโดยตรง มิใช่เป็นการกระทําทางปกครอง เมื่อมีความเสียหายหรือข้อพิพาทเกิดขึ้นจึงอยู่ในอํานาจการตรวจสอบของศาลยุติธรรม

ประเด็น : จดทะเบียนหย่ากันหลอกๆ ตกเป็นโมฆะ

คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 5690/2552 โจทก์จําเลยจดทะเบียนหย่ากันโดยแสดงเจตนาลวงด้วยสมรู้ระหว่างกัน ทําขึ้นเพื่อประโยชน์ในการลดจํานวนภาษีย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155

ประเด็น : สามีเป็นคนต่างด้าวได้ที่ดินมาระหว่างสมรสโดยให้ใส่ชื่อภริยาไว้เพียงคนเดียว ที่ดินเป็นสินสมรส

คำพิพากษาฎีกาที่ 7533/2560 แม้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จะระบุชื่อของจำเลยเพียงฝ่ายเดียว แต่ก็เป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาระหว่างจำเลยกับโจทก์สมรสกัน จึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยกับโจทก์ได้มาระหว่างสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1474 (1)

เงินที่ซื้อที่ดินพร้อมบ้านเป็นเงินของโจทก์ แต่การที่โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมบ้านก็เพื่อใช้อยู่ร่วมกันกับจำเลยเวลามาพักที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเดินทางมาเยี่ยมบิดามารดาของจำเลย แต่โจทก์ใส่ชื่อตนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินไม่ได้เนื่องจากโจทก์เป็นคนต่างด้าว ไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้ พนักงานขายและเพื่อนโจทก์และเจ้าพนักงานที่ดินให้คำแนะนำว่าให้ใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ซื้อและถือกรรมสิทธิ์แทน ดังนั้นในการดำเนินการซื้อขายที่ดินและบ้านดังกล่าว โจทก์ย่อมต้องให้คำรับรองต่อ เจ้าพนักงานที่ดินว่าเงินที่นำมาซื้อที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินส่วนตัวหรือทรัพย์ส่วนตัวของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว มิใช่สินสมรสหรือทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน มิฉะนั้นเจ้าพนักงานที่ดินคงไม่ดำเนินการให้ เมื่อได้โฉนดที่ดินมาแล้ว ต้นฉบับโฉนดที่ดินโจทก์เป็นคนเก็บรักษาไว้ หากโจทก์ยกที่ดินพร้อมบ้านให้จำเลยเป็นสินส่วนตัว โจทก์ก็น่าจะมอบโฉนดที่ดินให้จำเลย การที่โจทก์เก็บโฉนดที่ดินไว้และโจทก์ต้องการซื้อบ้านเพื่อใช้อยู่ร่วมกันกับจำเลยที่จังหวัดเชียงใหม่ แสดงว่าโจทก์มิได้ยกให้เป็นสินส่วนตัวของจำเลย แต่โจทก์ต้องการให้ที่ดินและบ้านเป็นสินสมรสซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1474 วรรคท้ายบัญญัติว่า ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือไม่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส ที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวเป็นสินสมรส โจทก์กับจำเลยมีส่วนในที่ดินและบ้านพิพาทเท่ากัน

ประเด็น : ลูกหนี้ผิดนัด ผู้รับจำนำจึงเอารถยนต์ที่ลูกหนี้จำนำไว้ไปขาย โดยไม่บอกกล่าวบังคับจำนำเป็นหนังสือให้ลูกหนี้ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาพอสมควรก่อน ผู้รับจำนำมีความผิดฐานยักยอก ตาม ป.อ.มาตรา 352

คำพิพากษาฎีกาที่ 1997/2563 จำเลยรับจำนำรถยนต์พิพาทจาก ป. จำเลยมีเพียงสิทธิยึดถือครอบครองรถยนต์พิพาทไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนและมีสิทธิจะขายทรัพย์จำนำได้ต่อเมื่อบอกกล่าวบังคับจำนำเป็นหนังสือไปยัง ป. ให้ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาอันสมควรก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 758 และ 764 เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้ ป. ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาพอสมควร จำเลยจึงไม่มีสิทธินำรถยนต์พิพาทไปขาย แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยนำไปขายให้แก่บุคคลใดก็ตาม แต่การที่จำเลยแจ้งแก่ ป. ว่าได้ขายรถยนต์พิพาทไปแล้ว ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีส่วนร่วมรู้เห็นในการขายรถยนต์พิพาท เมื่อจำเลยยึดถือครอบครองรถยนต์พิพาทแทน ป. ผู้จำนำแล้วจำเลยนำรถยนต์พิพาทไปขายและไม่สามารถนำมาคืนให้แก่ ป. ผู้จำนำซึ่งได้ใช้สิทธิไถ่ถอนโดยนำเงินมาชำระหนี้แก่จำเลยแล้ว จึงเป็นการเบียดบังเอารถยนต์พิพาทนั้นไปเป็นของตนโดยทุจริต อันเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ ป. ผู้จำนำ ผู้เสียหายที่ 1 ผู้ให้เช่าซื้อและผู้เสียหายที่ 2 เจ้าของรถยนต์พิพาทในขณะนั้น จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอก

ประเด็น : จำเลยนำรถมาจอดทิ้งไว้ที่ศูนย์บริการหลายปี ทั้งที่คาดหมายได้ว่าโจทก์จะไม่ดำเนินการซ่อมให้อย่างแน่นอน ถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ในการที่จะใช้ประโยชน์สถานที่ซึ่งจอดรถทิ้งไว้ เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ (ฎ.2730/2560)

ฎีกาที่ 2730/2560 การที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมไปรับรถยนต์พิพาทคืนทั้งที่อยู่ในวิสัยที่คาดหมายได้ว่า โจทก์ไม่ดำเนินการซ่อมระบบเบรกรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองอย่างแน่นอน โดยยังคงจอดรถยนต์พิพาททิ้งไว้บริเวณศูนย์บริการของโจทก์มาเป็นเวลาหลายปี ย่อมถือได้ว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในการที่จะใช้ประโยชน์ในสถานที่ที่จำเลยทั้งสองจอดรถยนต์พิพาททิ้งไว้ การที่โจทก์มาฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรับรถยนต์พิพาทกลับคืนไปและชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง (โจทก์เพียงแค่ผิดสัญญาจ้างทำของที่ไม่ซ่อมรถให้ตามสัญญา แต่ไม่ได้ทำให้รถของจำเลยเสียหายแต่อย่างใด โจทก์จึงไม่ได้ทำละเมิดต่อจำเลย)

ประเด็น : จำเลยยิงปืนใส่กลุ่มบุคคลเป็นเจตนาเล็งเห็นผล ไม่ใช่การกระทำโดยพลาดหรือประมาท คำพิพากษาฎีกาที่ 6684/2562

คำพิพากษาฎีกาที่ 6684/2562 ความผิดฐานกระทำโดยพลาด ตาม ป.อ. มาตรา 60 นั้น หมายความว่าผู้ใด เจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป กฎหมายย่อมถือเจตนาของผู้กระทำเป็นสำคัญว่า ไม่ได้มีเจตนากระทำต่อผู้ที่ถูกกระทำโดยพลาด แต่เป็นกรณีที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และต้องไม่ใช่กรณีที่ผู้กระทำเล็งเห็นผลของการกระทำโดยเจตนาเล็งเห็นผล

วันเกิดเหตุเป็นวันเทศกาลสงกรานต์ การจราจรติดขัด มีรถยนต์และผู้คนกําลังเล่นน้ำ สงกรานต์ในวันเทศกาลอย่างพลุกพล่าน แต่ทิศทางที่จําเลยที่ 1 เล็งปืนไปข้างหน้าใส่กลุ่มวัยรุ่นนั้น มีรถยนต์แล่นอยู่เป็นแนวโดยตลอดและมีการยิงปืนเพียงข้างเดียวจากจําเลย ที่ 1 ไม่มีการยิงปืนจากฝ่ายตรงข้าม และนอกจากรถยนต์คันที่โจทก์ร่วมนั่งโดยสารมาแล้ว กระสุนปืนที่จําเลยที่ 1 ยิง ยังไปถูกรถกระบะอีกคันหนึ่งด้วย การที่มีผู้คนกําลังเล่นน้ำ สงกรานต์และมีรถยนต์แล่นขวางทางเบื้องหน้า แต่จําเลยที่ 1 ยังคงยิงปืนออกไป ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจําเลยที่ 1 มีเจตนาเล็งเห็นแล้วว่า กระสุนปืนอาจถูกบุคคลอื่นที่อยู่ข้างหน้านั้นได้ การกระทำของจําเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเล็งเห็นผลว่ากระสุนปืนอาจถูกบุคคลอื่นถึงแก่ความตายได้ จําเลยที่ 1 จึงมีเจตนาพยายามฆ่าโจทก์ร่วม หาใช่เป็นการกระทำโดยพลาดไม่

ประเด็น : จำเลยพูดให้สัมภาษณ์ที่พม่าหมิ่นประมาทโจทก์ ความผิดสำเร็จเมื่อนักข่าวทราบข้อความนั้น จำเลยกระทำความผิดนอกราชฯ และไม่ใช่กรณี ตามม.5 ที่ผลเกิดในราชฯ ซึ่งจะถือว่าได้กระทำความผิดในราชฯ จึงไม่ต้องรับโทษในราชฯ (ฎ.6593/2559)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6593/2559 ความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326 ไม่ใช่ความผิดที่มีผลเกิดขึ้นต่างหากจากการกระทำ เมื่อจำเลยพูดให้สัมภาษณ์นักข่าว การกระทำของจำเลยที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นความผิดย่อมสำเร็จ เมื่อนักข่าวซึ่งเป็นบุคคลที่สามทราบข้อความแล้ว โดยคนที่ถูกหมิ่นประมาทไม่ต้องรู้ว่าตนเองถูกหมิ่นประมาท สำหรับข้อที่ว่าโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังนั้น เป็นพฤติการณ์ประกอบการกระทำ ไม่ใช่ผลของการกระทำ จึงไม่ต้องด้วย ป.อ. มาตรา 5 วรรคแรก เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทนอกราชอาณาจักรและไม่ใช่กรณีกระทำความผิดที่ประมวลกฎหมายอาญาถือว่าได้กระทำในราชอาณาจักร ผู้กระทำความผิดจึงไม่ต้องรับโทษในราชอาณาจักร

ประเด็น : ผู้ให้กู้นำสัญญากู้ปลอมมาฟ้อง ต่อมาได้เบิกความเท็จและนำสัญญากู้ปลอมมาสืบพยานต่อศาล แม้ทำคนละวัน แต่ทำโดยมีเจตนาเดียวกันจึงเป็นความผิดกรรมเดียว ศาลลงโทษฐานใช้/อ้างเอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทหนักที่สุดได้เพียงกระทงเดียว

คําพิพากษาฎีกาที่ 8407/2561 การที่จำเลยที่ 1 นำหนังสือสัญญากู้เงินที่ปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายใช้หรืออ้างในการฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น อันเป็นความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมกับการที่จำเลยที่ 1 นำหนังสือสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าวนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอันเป็นความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จและฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นการกระทำคนละวัน แต่เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันโดยมีเจตนาเดียวกันคือเพื่อที่จะให้ศาลพิพากษาให้ผู้เสียหายชำระเงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญากู้เงินที่ทำปลอมขึ้นเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 เพียงกระทงเดียว

ประเด็น : ผู้เช่าที่ดินเพื่อนำมาบริหารจัดการเป็นที่จอดรถและจัดเก็บค่าบริการ เมื่อเข้าฤดูฝนเกิดมีพายุทำให้ต้นไม้ในบริเวณที่จอดรถหักลงมาทับรถเสียหาย ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามป.พ.พ. มาตรา 434

ป.พ.พ. มาตรา 434 ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะเหตุที่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นก่อสร้างไว้ชำรุดบกพร่องก็ดี หรือบำรุงรักษาไม่เพียงพอก็ดี ท่านว่าผู้ครองโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ถ้าผู้ครองได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อปัดป้องมิให้เกิดเสียหายฉะนั้นแล้ว ท่านว่าผู้เป็นเจ้าของจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน

บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนั้น ให้ใช้บังคับได้ตลอดถึงความบกพร่องในการปลูกหรือค้ำจุนต้นไม้หรือกอไผ่ด้วย

ในกรณีที่กล่าวมาในสองวรรคข้างต้นนั้น ถ้ายังมีผู้อื่นอีกที่ต้องรับผิดชอบในการก่อให้เกิดเสียหายนั้นด้วยไซร้ ท่านว่าผู้ครองหรือเจ้าของจะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้นั้นก็ได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 3840/2563 จำเลยทำสัญญาเช่าพื้นที่จอดรถในโรงพยาบาลซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุเพื่อบริหารจัดการและติดตั้งระบบจัดเก็บค่าบริการจอดรถไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการดูแลค้ำจุนหรือตัดแต่งต้นไม้ในลานจอดรถให้มีสภาพมั่นคงเพียงพอที่จะต้านทานพายุที่เกิดขึ้นตามฤดูกาลซึ่งหาได้เป็นเหตุสุดวิสัยไม่ จำเลยในฐานะผู้ครองต้นไม้ที่หักล้มลงมาทับรถยนต์ที่ ณ. ผู้เอาประกันภัยนำไปจอดไว้ได้รับความเสียหาย จึงเป็นผู้กระทำละเมิดจำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 434 แก่ ณ. ผู้เอาประกันภัย เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์แทนผู้เอาประกันภัยไปแล้ว จึงเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันซึ่งมีต่อจำเลยตามจำนวนเงินที่ชดใช้ไปนั้น