คลังเก็บป้ายกำกับ: สมาร์ทลอว์ติวเตอร์

คดีฟ้องให้บังคับชําระหนี้เงินกู้ จําเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็น เอกสารปลอม มิได้ให้การต่อสู้ว่าหนังสือสัญญากู้ปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ จําเลยจะยกขึ้น ในชั้นอุทธรณ์ได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 3035/2562 

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจําเลยชําระหนี้เงินกู้ ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินจําเลยให้การต่อสู้ ปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่า จําเลยไม่เคยลงลายมือชื่อทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ และหนังสือ สัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม ดังนี้ การจะรับฟังว่าจําเลยทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ตามฟ้อง จริงหรือไม่ย่อมต้องอาศัยหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเป็นพยานหลักฐาน เมื่อหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ โจทก์อ้างเป็นหลักฐานในการฟ้องบังคับจําเลยให้รับผิดต่อโจทก์ มีลักษณะเป็นตราสารซึ่งต้องปิด อากรแสตมป์และขีดฆ่า ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากร มาตรา 118 แต่หนังสือสัญญากู้ยืมเงิน คงปิดอากรแสตมป์เพียงเท่านั้น มิได้ขีดฆ่าเสียด้วย หนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว จึงถือเป็น ตราสารที่ปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 และเป็นผลเท่ากับว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อ จําเลยผู้กู้ยืมเป็นสำคัญ โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีแก่จําเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จําเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ไว้จําเลยย่อมยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง, 252 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 

การยื่นคําร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอ้างว่าการส่ง หมายนัดฟังคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเกิดขึ้นหลังศาลมีคําพิพากษาแล้ว ต้องยื่นไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น หรือไม่

คําพิพากษาฎีกที่ 3391/2562 

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง เมื่อมีการดําเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลมีอํานาจยกขึ้นพิจารณาได้เอง หรือคู่ความฝ่ายที่เสียหายมีอํานาจยื่นคําร้องขอให้เพิกถอน เสียได้ ส่วนระยะเวลาในการยื่นคําร้องนั้นบทบัญญัติดังกล่าววรรคสอง กําหนดให้คู่ความฝ่ายที่ เสียหายต้องยื่นไม่ช้ากว่า 8 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้าง นั้น แต่ทั้งนี้คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดําเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้น ๆ ซึ่งระยะเวลาที่กฎหมายกําหนดไว้นี้ใช้บังคับแก่การยื่นคําร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบทุกกรณี ไม่ว่าจะอยู่ในระหว่าง พิจารณาหรือหลังจากศาลมีคําพิพากษาแล้ว ไม่ใช่ว่าใช้บังคับเฉพาะกรณีขอให้เพิกถอน กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบก่อนมีคําพิพากษา 

โจทก์ทราบผลคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เมื่อเจ้าพนักงานเดินหมายส่งคําบังคับ ให้โจทก์ทราบ แสดงว่าโจทก์ทราบแล้วว่าศาลชั้นต้นอ่านคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้ว (พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจําเลย) จึงมีการออก คําบังคับให้โจทก์ปฏิบัติตามคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 โจทก์ชอบที่จะตรวจสอบและทราบ ข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างที่ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตามคําร้องได้นับแต่นั้น และโจทก์นําเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนอีกฝ่ายหนึ่งตาม คําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 มาวางศาล ถือได้ว่าโจทก์ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็น มูลแห่งข้ออ้างในเรื่องผิดระเบียบตั้งแต่โจทก์ได้รับคําบังคับหรืออย่างช้าภายในวันที่โจทก์นําเงิน มาวางศาล แต่โจทก์ยื่นคําร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ล่วงเลยเวลาที่ กฎหมายกําหนดโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะยื่นคําร้องได้ คําร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนกระบวน พิจารณาที่ผิดระเบียบจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง 

การนําสืบว่าหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือสูญหายไปนั้น จะนําพยานบุคคลมาสืบได้หรือไม่ และการนําพยานบุคคลมาสืบว่า มีการกู้ยืมกันตามหลักฐานแห่งการกู้ยืม ที่สูญหายไป ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนหรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 1282/2562 

ร. เข้าเบิกความเป็นพยานโดยโจทก์ไม่ได้ระบุในบัญชีระบุพยานก่อน ร. เบิกความไป ตามเอกสารเท่านั้น และนับแต่พยานเข้าเบิกความจนถึงวันที่ศาลล่างมีคําพิพากษา มีเวลา 15 วัน จําเลยก็ไม่ได้คัดค้าน เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจําเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญ ซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีศาลจึงสามารถรับฟังพยานปากนี้ได้ ไม่ขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 

การนําสืบว่าหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือสูญหายไปนั้น โจทก์ย่อมนําพยานบุคคล มาสืบได้ เพราะเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดงและการ นําพยานบุคคลสืบว่าจําเลยกู้เงินโจทก์ตามหลักฐานแห่งการกู้ยืมที่สูญหายไปต้องได้รับอนุญาต จากศาลก่อน เมื่อศาลชั้นต้นยอมให้โจทก์นําพยานบุคคลเข้าสืบได้ตลอดทั้งเรื่อง ถือว่าศาลชั้นต้น ได้อนุญาตโดยปริยายแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551มาตรา 7 

คดีอัตราโทษจําคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งจําหน่ายคดีเพราะสิทธินําคดีอาญามาฟ้องระงับ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ สั่งให้ศาลชั้นต้นดําเนินกระบวนพิจารณาและมีคําพิพากษาต่อไปโดยไม่สั่งจําหน่ายคดี อันเป็นการ โต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของโจทก์ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 3162/2562 

โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ มีระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาคดีอาญา ในศาลแขวง พ.ศ. 2494 มาตรา 22 (หมายเหตุ เทียบ ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ) แต่กฎหมายบัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์เฉพาะในส่วนของคําพิพากษาเท่านั้น การที่โจทก์ร่วม อุทธรณ์คําสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งจําหน่ายคดีเพราะสิทธินําคดีอาญามาฟ้องระงับ แม้จะเป็นการ อุทธรณ์ดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการรับฟังข้อเท็จจริงก็ตาม แต่คําสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวก็มิได้ ก้าวล่วงไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงในเนื้อหาแห่งคําฟ้องแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมคงเป็นเรื่อง ที่โจทก์ร่วมขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 สั่งให้ศาลชั้นต้นดําเนินกระบวนพิจารณาและมีคําพิพากษา ต่อไปโดยไม่สั่งจําหน่ายคดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น กรณีเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์โต้แย้ง ดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการสั่งจําหน่ายคดีเพราะสิทธินําคดีอาญามาฟ้องระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) มิใช่เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงในเนื้อหาแห่งคําฟ้องที่จะต้องห้าม อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาคดีอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2494 มาตรา 22 

ผู้ต้องหายื่นคําร้องต่อศาลขอตรวจสํานวนและคัดถ่ายเอกสารคําร้องขอ ออกหมายจับ พร้อมทั้งเอกสารประกอบกับหมายจับ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้คัดถ่ายเฉพาะคําร้องขอ ออกหมายจับ คําสั่งและหมายจับ ส่วนเอกสารประกอบคําร้องอื่น ๆ เป็นเอกสารที่ใช้ในขั้นตอน การสอบสวน ไม่อนุญาต ดังนี้ ผู้ต้องหาจะอุทธรณ์คําสั่งศาลชั้นต้น ได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 2863/2562 

ศาลชั้นต้นมีคําสั่งรับคําฟ้องไว้พิจารณาแล้ว ต่อมาผู้ต้องหาที่ 5 ยื่นคําร้องขอ คัดถ่ายเอกสารคําร้องขอออกหมายจับ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้คัดถ่ายคําร้องขอออกหมายจับ คําสั่งศาลและหมายจับเท่านั้น แต่ไม่อนุญาตให้คัดถ่ายเอกสารประกอบส่วนอื่นนั้น คําสั่งศาล ชั้นต้นดังกล่าวเป็นคําสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำไให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ห้ามมิให้อุทธรณ์คําสั่งนั้น จนกว่าจะมีคําพิพากษาและมีอุทธรณ์คําพิพากษานั้นด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196 

ศาลชั้นต้นมีคําสั่งให้งดการไต่สวนมูลฟ้องและจําหน่ายคดีชั่วคราว และเมื่อคดี ที่จําเลยฟ้องโจทก์ถึงที่สุดให้โจทก์แถลงให้ศาลทราบเพื่อยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป ดังนี้ โจทก์จะ อุทธรณ์คําสั่งศาลดังกล่าวในระหว่างการพิจารณา ได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 3590 – 3592/2562 

คําสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดการไต่สวนมูลฟ้อง และจําหน่ายคดีชั่วคราว เมื่อคดีที่จําเลย ฟ้องโจทก์ทั้งสามตามคดีอาญาของศาลชั้นต้นถึงที่สุดให้โจทก์แถลงให้ศาลทราบเพื่อยกคดีขึ้น พิจารณาต่อไปนั้น เป็นเพียงคําสั่งจําหน่ายคดีชั่วคราว ไม่ใช่คําสั่งจําหน่ายคดีเด็ดขาด คําสั่ง ดังกล่าวไม่ทำให้ประเด็นแห่งคดีเสร็จไปแต่อย่างใด จึงเป็นคําสั่งระหว่างพิจารณาที่ไม่ทำให้ คดีเสร็จสํานวน โจทก์ทั้งสามจึงยังไม่มีสิทธิอุทธรณ์คําสั่งดังกล่าวในระหว่างการพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 196 

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจําเลยมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น แต่ให้ รอการกําหนดโทษและคุมความประพฤติไว้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จําเลยฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง ได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 946/2562 

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจําเลยมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 แต่ให้รอการกําหนดโทษและคุมความประพฤติไว้ จึงไม่เป็นการลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 18 และต้องถือว่าศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ลงโทษ จําคุกจําเลยเกิน 5 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและ ครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 ที่จําเลยฎีกา ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นําสืบมายังรับฟังไม่ได้ว่าจําเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกาย ผู้เสียหายนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว 

ฟ้องโจทก์ไม่มีลายมือชื่อผู้เรียงและผู้เขียนหรือผู้พิมพ์ ความปรากฏใน ชั้นอุทธรณ์ ดังนี้ จะย้อนสํานวนให้ศาลชั้นต้นดําเนินการแก้ไขให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าว ได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 6386/2562 

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 บัญญัติว่า “ถ้าฟ้อง ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้ศาลสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้อง หรือยกฟ้อง หรือไม่ประทับฟ้อง” และมาตรา 158 บัญญัติว่า “ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมี ฯลฯ (7) ลายมือชื่อโจทก์ผู้เรียง ผู้เขียนหรือพิมพ์ฟ้อง” ตามฟ้องโจทก์ปรากฏว่า โจทก์ได้ลงลายมือชื่อโจทก์แล้วโดยผู้รับ มอบอํานาจโจทก์ลงลายมือชื่อแทนโจทก์ เหตุที่ไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียงและผู้เขียน หรือพิมพ์ฟ้องน่าจะเป็นเพราะโจทก์พิมพ์คําขอท้ายฟ้องเฉพาะด้านหน้ามิได้พิมพ์แบบพิมพ์ด้านหลังซึ่งจะมีช่องลายมือชื่อผู้เรียงหรือผู้พิมพ์ไว้ จึงเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยซึ่งสามารถแก้ไขได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคําพิพากษายกฟ้องโจทก์ เพราะเหตุดังกล่าวโดยไม่สั่งให้ โจทก์แก้ไขก่อนจึงไม่ถูกต้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เห็นควรให้ศาลชั้นต้นดําเนินการ ให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกําหนด และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังมิได้วินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี หลังจากที่โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวแล้วให้ศาลชั้นต้นส่งสํานวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 เพื่อพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี 

พิพากษายกคําพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และให้ย้อนสํานวนให้ศาลชั้นต้น ดําเนินการให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดที่ไม่ลงชื่อผู้เรียงผู้เขียนหรือผู้พิมพ์แล้วส่งสํานวน ไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี 

หมายเหตุ กลับหลักคําพิพากษาฎีกาที่ 3439/2562 

โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จําเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ ภายหลังจากโจทก์จําเลยแถลงหมดพยานแล้ว ศาลสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่พิพาท ปรากฏว่าทางพิพาทบางส่วนอยู่ในที่ดินโฉนดอื่นของจําเลยด้วย ดังนี้ โจทก์จะขอแก้ไขคําฟ้อง ว่าทางพิพาทบางส่วนอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่นอกจากที่ระบุในคําฟ้องเดิมได้หรือไม่ และบุคคลภายนอกที่ใช้ทางพิพาทเป็นเส้นทางเดียวกับที่โจทก์ใช้ผ่านที่ดินจําเลยจะร้องสอดเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 5244 – 5245/2562 

โจทก์ยื่นคําฟ้องโดยเข้าใจว่าทางพิพาทอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 7665 ของจําเลย แต่เพียงแปลงเดียว แต่เมื่อโจทก์จําเลยแถลงหมดพยานแล้ว ศาลชั้นต้นสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดปัตตานี ทำแผนที่พิพาท ปรากฏว่านอกจากทางพิพาทซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในที่ดิน จําเลยโฉนดเลขที่ 7665 แล้ว ยังมีทางพิพาทบางส่วนอยู่ในที่ดินของจําเลยโฉนดเลขที่ 7666 และโฉนดเลขที่ 7667 ด้วย โจทก์จึงยื่นคําร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคําฟ้องว่าทางพิพาทบางส่วนอยู่ในที่ดินของจําเลยโฉนดเลขที่ 7666 และ 7667 ด้วยเพื่อให้ตรงกับความเป็นจริง และหลังจากนั้นศาลชั้นต้นยังได้สืบพยานเจ้าพนักงานที่ดินผู้ทําแผนที่พิพาท อีกปากหนึ่ง ดังนี้เห็นได้ว่า โจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่าทางพิพาทบางส่วนอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 7666 และโฉนดเลขที่ 7667 ด้วย จึงเป็นกรณีที่มีเหตุสมควรที่โจทก์ไม่อาจยื่นคําร้อง ได้ก่อนนั้น เมื่อมีการขอแก้คําฟ้องในระหว่างพิจารณาก่อนศาลชั้นต้นมีคําพิพากษา โจทก์จึงขอแก้ไขคําฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 

ผู้ร้องยื่นคําร้องว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 7670, และโฉนดเลขที่ 7671 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 7669  ไปทางทิศตะวันออก โดยผู้ร้องซื้อที่ดินดังกล่าว มาจาก ส. และ ส. ได้ใช้ทางพิพาทผ่านที่ดินจําเลยในโฉนดเลขที่ 7665 ออกสู่ถนน สาธารณะสายปากน้ำเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี โดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนา เป็นเจ้าของทางมาตั้งแต่ปี 2518 จนกระทั่ง ส. ขายให้ผู้ร้อง และเมื่อผู้ร้องซื้อที่ดินดังกล่าวมาแล้วก็ได้ใช้ทางพิพาทสืบสิทธิจากเจ้าของเดิมเรื่อยมาโดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของทางเช่นกัน โดยทางพิพาทเป็นเส้นทางเดียวกับเส้นทางที่โจทก์ใช้ผ่านที่ดินจําเลย ทั้งทางพิพาทต้นทางส่วนที่ติดกับถนนสายปากน้ำถึงที่ดินผู้ร้อง ทับซ้อนกับทางพิพาทที่โจทก์อ้างว่าได้ภาระจำยอมโดยอายุความอยู่ด้วย ดังนี้ ตามคําร้องของผู้ร้องดังกล่าวแปลได้ว่าผู้ร้องสมัครใจเข้ามาในคดีเพราะเห็นว่าเป็นความจําเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องที่มีอยู่เช่นเดียวกับโจทก์ และเกี่ยวเนื่องด้วยกับการบังคับคดีตามคําพิพากษา ผู้ร้องจึงมีสิทธิร้องสอดเข้ามาในคดีได้ 

คดีนี้จําเลยได้นําพยานหลักฐานเข้าสืบหักล้างข้ออ้างของผู้ร้องได้อย่างเต็มที่ ไม่ได้ทำให้ฝ่ายจําเลยเสียเปรียบแต่อย่างใด ส่วนทางพิพาทที่ผู้ร้องใช้ทับซ้อนกับทางพิพาทที่โจทก์ ใช้นั้นหากในอนาคตผู้ร้องไม่ได้เข้ามาในคดีอาจจะมีข้อพิพาทกับโจทก์ในการใช้ทางพิพาทได้ ผู้ร้องมีสิทธิร้องสอดเข้ามาในคดีได้ 

คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันว่าเหตุการณ์เป็นไปตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ดังนี้ ศาลอุทธรณ์จะรับฟังภาพถ่ายแนบท้ายแถลงการณ์ปิดคดีของโจทก์ซึ่งมิใช่เอกสารท้ายคําฟ้องมาใช้ในการวินิจฉัยข้อเท็จจริง ได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 7907/2561 

คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันแล้วว่าเหตุการณ์เป็นไปตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ขอให้ศาลวินิจฉัยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นภัยน้ำท่วมตามเอกสารแนบท้ายตารางกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินหรือไม่ เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า เกิดเหตุการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวันติดต่อกัน ทำให้น้ำที่ไหลจากบนหลังคาอาคารและน้ำจากเชิงเขา ไหลทะลักเข้ามาภายในอาคารทางด้านหลังของอาคาร ประกอบกับขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน ประตูด้านหน้าอาคารปิดทำให้น้ำไม่สามารถไหลออกจากอาคารได้ เกิดน้ำขังภายในอาคารโชว์รูม การที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคจะวินิจฉัยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าอยู่ในความหมาย ของคําว่าน้ำท่วมตามเอกสารแนบท้ายตารางกรมธรรม์ประกันความเสี่ยงภัยทรัพย์สินหรือไม่ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคจะต้องฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามที่ปรากฏในคําฟ้องโจทก์ อันเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายรับกันแล้วในศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84 (3) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ แผนกคดีผู้บริโภครับฟังภาพถ่ายโชว์รูมของโจทก์แนบท้ายแถลงการณ์ปิดคดีของโจทก์ แล้ววินิจฉัยว่าตามภาพถ่ายเห็นได้ชัดเจนว่าพื้นที่ด้านหลังโชว์รูมเป็นป่าเขา ข้อเท็จจริงจึงเพียงพอรับฟังได้ว่ามีน้ำป่าไหลล้นเข้าท่วมพื้นที่เกิดเหตุนั้น เมื่อภาพถ่ายดังกล่าวเป็นเอกสารแนบท้ายแถลงการณ์ปิดคดีมิใช่เอกสารท้ายคําฟ้องอันจะถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคําฟ้อง การที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภครับฟังภาพถ่ายดังกล่าวแล้ววินิจฉัยว่ามีน้ำป่า ไหลล้นเข้าท่วมพื้นที่เกิดเหตุจึงเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงอื่นนอกเหนือจากที่โจทก์และจําเลยแถลงรับกัน อันถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7