คลังเก็บป้ายกำกับ: วิแพ่ง ภาค 1

คำฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุว่า หากโจทก์ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ดังนี้ คู่ความจะตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันใหม่ว่า หากยึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน และขอให้ศาลพิพากษาตามยอม ได้หรือไม่

คำพิพากษาฎีกที่ 2628/2558 

การทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลนั้น คู่ความจะตกลงกันเป็นประการใดก็ได้ แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะไม่ได้ระบุว่าหากโจทก์ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยืดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนก็ตาม คู่ความก็สามารถที่จะตกลงกันใหม่ได้ว่าหากยึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนได้ ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาตัดสินคดีเกินคำขอท้ายฟ้อง 

คำพิพากษาฎีกที่ 5478/2553 

แม้ตามคำฟ้องในคดีแพ่งโจทกจะฟ้องขอให้ชำระหนี้และบังคับจำนอง หากยดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดไม่พอชำระหนี้ยอมให้ยรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดได้ก็ตาม แต่เมื่อทำสัญญาประนีประนอมยอมความกลับระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 6 ว่า หากจำเลยทั้งสามผิดนัดชำระหนี้ข้อ 2 และข้อ 3 งวดใดงวดหนึ่ง ให้ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีตามข้อ 1 และให้ยึดทรัพย์จำนองตามฟ้องได้ทันทีและระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 7 ว่า โจทก์และจำเลยทั้งสามยินยอมตามข้อ อถึงข้อ 6 ทุกประการ โดยไม่ติดใจเรียกร้องเงินอื่นใดอีก โดยไม่ปรากฏข้อความในสัญญาประนี้ประนอมยอมความว่า หากบังคับชำระหนี้เอาทรัพย์จำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้โจทกก็ห้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นได้ด้วย ดังนี้ แสดงว่าโจทก์และจำเลยทั้งสามประสงค์จะบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนองตามฟ้อง (สามแปลง) เท่านั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์บังคับเอาแก่ทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ หนี้ของจำเลยทั้งสามตามคำพิพากษาโจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามได้อีกโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง 

คดีก่อนกับคดีหลังมีคู่ความรายเดียวกัน ประเด็นข้อพิพาทเช่นเดียวกัน ต่อมาศาลชั้นต้นในคดีก่อนมีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้ว ศาลชั้นต้นในคดีหลังจะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้หรือไม่ การนำคดีมาฟ้องโดยมีประเด็นข้อพิพาทเป็นประเด็นเดียวกับประเด็นในคดีก่อนที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว แต่คดียังไม่ถึงที่สุด เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 9011/2560 

คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทหลักเช่นเดียวกันกับคดีก่อนและมีคู่ความรายเดียวกัน แม้ขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ศาลชั้นต้นในคดีก่อนยังไม่มีคำพิพากษาจึงไม่ทำให้การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ก็ตาม แต่ต่อมาศาลชั้นต้นในคดีก่อนมีคำพิพากษาวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้ว ศาลชั้นต้นในคดีนี้ย่อมไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ เพราะจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 และต้องมีคำสั่งให้เลื่อนการนั่งพิจารณาคดีนี้ต่อไปจนกว่าคำพิพากษาคดีก่อนจะถึงที่สุด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 39 วรรคหนึ่ง มิใช่พิพากษายกฟ้อง เพราะการฟ้องคดีของโจทก์มิใช่กระบวนพิจารณาที่ต้องห้ามตามกฎหมายเมื่อต่อมาคดีก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า จำเลยทำสัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่โจทก์และโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านพิพาทคืนให้แก่จำเลยมิใช่เป็นการแสดงเจตนาลวง คำพิพากษาอันถึงที่สุดในคดีก่อนมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เท่ากับว่า สัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาทและสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและบ้านพิพาทคืนระหว่างโจทก์จำเลยมีผลสมบูรณ์ มิใช่นิติกรรมอำพราง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง 

คำพิพากษาฎีกาที่ 8898/2561 

คดีนี้กับคดีแพ่งของศาลชั้นต้น ต่างมีประเด็นข้อพิพาทที่ศาลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์หรือไม่ แล้วในคดีนี้จึงวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยบุกรุกและทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ซึ่งเมื่อคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงต้องห้ามมิให้ศาลดำเนินกระบวนการพิจารณาในประเด็นดังกล่าวซ้ำอีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ฟ้องโจทก์ในคดีนี้และการที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามบทมาตราดังกล่าว และเมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยมีประเด็นข้อพิพาทเป็นประเด็นเดียวกันกับประเด็นในคดีดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว จึงเป็นกรณีที่เห็นได้ว่าการจะชี้ขาดตัดสินคดีนี้จำต้องอาศัยคำชี้ขาดตัดสินคดีดังกล่าวซึ่งจะต้องกระทำเสียก่อน ดังนั้น ถ้าศาลชั้นต้นได้เลื่อนการพิจารณาคดีนี้ไปจนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 39 วรรคหนึ่ง ก็ย่อมทำให้ความยุติธรรมดำเนินไปด้วยดี อย่างไรก็ตาม แม้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้มา แต่เมื่อความปรากฏต่อศาลฎีกาว่า คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นสารณะประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน คำพากษาในคดีดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง จำเลยจะยกเรื่องที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินสาธารณะประโยชน์ขึ้นต่อสู้โจทก์อีกไม่ได้ และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินจำเลยจึงไม่มีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาท