คลังเก็บป้ายกำกับ: วิอาญาภาค2

คดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์และผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หากศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ ยกคำร้อง ผู้เสียหายไม่ได้อุทธรณ์หรือฎีกาในส่วนแพ่ง หากศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด จะมีอำนาจหยิบยกคดีในส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยได้หรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่  5475/2561 

จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส  แม้มูลเหตุจะเกิดจากผู้เสียหายสมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้กับจำเลย  และผู้เสียหายมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยก็ตาม  แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการทำละเมิดต่อผู้เสียหาย  และจำเลยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นตาม ป.พ.พ.มาตร 420 ผู้เสียหายย่อมเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 44/1 แม้ผู้เสียหายมิได้ฎีกาเเต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย  ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนปัญหาว่าจำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้องเพียงใดนั้นย่อมเป็นไปตาม ป.พ.พ.มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 ที่ให้พิจารณาว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพาะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร 

คำพิพากษาฎีกาที่  5760/2561 

สำหรับค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าไหมทดแทนนั้น  ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำร้อง  แม้ผู้ร้องทั้งสองจะไม่ได้ฎีกาแต่คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา  ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46  เมื่อผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งบัญญัติว่า “ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย… อันเนื่องมาจากกระทำความผิดของจำเลย  ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้…” ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลของคดีอาญาได้   เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยกระทำโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้ร้องที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส และผู้ร้องที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กายการกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดและจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสอง   โดยผู้ร้องทั้งสองเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล  ค่าฟื้นฟูร่างกายและค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินซึ่งศาลชั้นต้นได้พิจารณาบาดแผลของผู้ร้องทั้งสองประกอบพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลย  แล้วกำหนดให้จำเลยรับผิดต่อผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 70,000 บาท  และผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น  ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย 

คำพิพากษาฎีกาที่  2936/2562 

ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น  การพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อคดีอาญา  ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า  จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น  จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ร้องและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง  แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้  เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 (คำพิพากษาฎีกาที่  8496/2561 วินิจฉัยเช่นกัน) 

คดีมีอัตราโทษจำคุก ก่อนสอบปากคำ พนักงานสอบสวนถามจำเลยว่าต้องการพบทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนหรือไม่ จำเลยตอบว่าไม่ต้องการ ดังนี้ คำให้การในชั้นสอบสวนศาลจะนำมารับฟังประกอบในการวินิจฉัยลงโทษจำเลยได้หรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่  1952/2561 

บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนจำเลยระบุว่า  ก่อนสอบปากคำพนักงานสอบสวนแจ้งสิทธิจำเลยว่าต้องการพบทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนหรือไม่ อย่างไร  จำเลยตอบว่าไม่ต้องการ เท่ากับจำเลยสละสิทธิในการมีทนายความ  เมื่อคดีมีอัตราโทษจำคุกไม่ใช่มีอัตราโทษประหารชีวิต  (ข้อหาความผิดฐานพยายามฆ่า)  จึงไม่มีเหตุที่จะต้องจัดทนายความ  หรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 วรรคสอง ศาลชอบที่จะนำบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนจำเลยมารับฟังประกอบในการวินิจฉัยลงโทษจำเลยได้ 

พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา ไม่ปรากฏสำนวนการสอบสวนในสำนวนคดีของศาล แต่ในคำฟ้องระบุว่าพนักงานสอบสวนได้สอบสวนแล้ว หากคำให้การของจำเลยและในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้สอบสวนจำเลยมาก่อนฟ้องคดี ดังนี้ จะถือว่ามีการสอบสวนจำเลยในความผิดที่กล่าวหาตามฟองแล้วหรือไม่ ข้อหาความผิดซึ่งมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยและพิพากษาเสร็จในวันเดียวกัน เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่  8431/2561  

บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา 120 กำหนดเงื่อนไขให้อำนาจในการฟ้องคดีของพนักงานอัยการว่าจะต้องผ่านการสอบสวนของพนักงานสอบสวนมาแล้ว  หากไม่มีการสอบสวนมาก่อนจะฟ้องคดีไม่ได้  อย่างไรก็ตาม  ม้จะไม่ปรากฏสำนวนการสอบสวนในสำนวนคดีนี้   แต่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นโดยระบุในคำฟ้องว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลศาลาแดงได้สอบสวนแล้ว   ต่อมาศาลชั้นต้นเบิกตัวจำเลยจากเรือนจำพิเศษธนบุรีมาอยู่ต่อหน้าศาล  ศาลได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้วจำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษจริง  ตามคำให้การของจำเลยและรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านว่า  พนักงานสอบสวนไม่ได้สอบสวนจำเลยมาก่อนการฟ้องคดีนี้  จึงถือได้ว่ามีการสอบสวนจำเลยในความผิดตามที่กล่าวหาตามฟ้องโดยชอบแล้ว  โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง 

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดซึ่งมิใช่เป็นคดีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น  เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์  ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่นำสืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง  การที่ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยและพิพากษาเสร็จภายในวันเดียวกัน  จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาชอบด้วยกฎหมายแล้ว