คลังเก็บป้ายกำกับ: วิอาญา

ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ที่ศาลสูงจะมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างนั้น จะต้องมีข้อเท็จจริงเรื่องนั้นปรากฏในการนำสืบในศาลชั้นต้นด้วย ศาลสูงจะนำข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่เคยนำสืบในศาลล่าง (นอกสำนวน) มาใช้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไม่ได้

โดยหลักแล้ว ประเด็นที่ศาลสูงจะยกขึ้นวินิจฉัยได้ ต้องเป็นประเด็นที่คู่ความฝ่ายนั้นจะได้ยกขึ้นอ้างมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทุกชั้นศาล

แต่หลักนี้มีข้อยกเว้นอยู่ว่า ถ้าเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นว่ามาแล้วโดยชอบในศาลล่างก็ตาม

ต่อมาเกิดปัญหาว่า ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา คู่ความพยายามยกขึ้นอ้างถึงข้อเท็จจริงที่ไม่เคยปรากฏในสำนวนคดีในศาลล่างมาก่อนเลย เช่น จำเลยยื่นคำให้การปฏิเสธลอยในศาลชั้นต้นและมิได้นำสืบเรื่องการสอบสอบสวนที่ไม่ชอบ แต่ในอุทธรณ์ จำเลยกลับอ้างว่าการสอบสวนไม่ชอบเพราะพนักงานสอบสวนซ้อมจำเลยให้รับสารภาพในชั้นสอบสวน เห็นได้ว่า ประเด็นนี้เรื่องการสอบสวนไม่ชอบนี้จำเลยไม่เคยยื่นคำให้การมาก่อนและไม่เคยนำสืบก่อน จึงไม่มีพยานหลักฐานปรากฏ

ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงสร้างหลักการขึ้นมาว่า ปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยให้ได้นั้น จะต้องมีข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนคดีในศาลล่างมาก่อนด้วย ศาลจึงจะยกขึ้นวินิจฉัยให้ได้

หลักการนี้ใช้กับทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาด้วย

ป.วิ.แพ่ง ดูมาตรา 142 (5), 224

ป.วิ.อาญา ดูมาตรา 195

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3724/2561 แม้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ที่บัญญัติให้ศาลมีอำนาจลงโทษผู้กระทำความผิดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดนั้นจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตาม แต่ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนั้นจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีการนำสืบกันไว้แล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งศาลจะยกเอาข้อเท็จจริงตามคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาหรือสำเนาบันทึกการจับกุมมารับฟังเพียงลำพังว่ามีการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งตามมาตรา 100/2 โดยไม่มีการสืบพยานอื่นหาได้ไม่

อ่านเพิ่มเติม

คดีความผิดเกี่ยวกับเพศ พนักงานสอบสวนชายไปสอบปากคำผู้เสียหายหญิงซึ่งฝ่าฝืนป.วิ.อาญา มาตรา 133 วรรคสี่ จะทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมดและทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่

ป.วิ.อาญา มาตรา 133 วรรคสี่ วางหลักว่า ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ การถามปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิง ให้พนักงานสอบสวนหญิงเป็นผู้สอบสวน เว้นแต่ผู้เสียหายนั้นยินยอมหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น

การที่พนักงานสอบสวนชายไปสอบปากคำในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศซึ่งผู้เสียหายเป็นหญิง โดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายนั้นยินยอมหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น ย่อมเป็นการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 วรรคสี่

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้มีแนววินิจฉัยว่า การสอบสวนที่ฝ่าฝืนดังกล่าวถือเป็นเพียงข้อบกพร่องผิดพลาดในรายละเอียด หาใช่ข้อสาระสำคัญ ถึงขนาดที่จะทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมดอันจะทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามป.วิ.อ มาตรา 120 ดังนั้น พนักงานอัยการโจทก์จึงยังมีอำนาจฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6017/2560 พนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบแปดปีในความผิดเกี่ยวกับเพศ โดยมีนักสังคมสงเคราะห์ มารดาผู้เสียหายและพนักงานอัยการร่วมในการถามปากคำผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง โดยใช้พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นชายเป็นผู้สอบสวนและไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายนั้นยินยอมหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น และได้มีการบันทึกความยินยอมและเหตุจำเป็นนั้นไว้ ซึ่งแม้ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 วรรคสี่ ก็ตาม แต่เป็นเพียงความบกพร่องหรือผิดพลาดเฉพาะในส่วนนี้ ซึ่งเป็นข้อบกพร่องผิดพลาดในรายละเอียดหาใช่ข้อสาระสำคัญ ถึงขนาดจะทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมดอันจะทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ มาตรา 120 ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

 หมายเหตุ ในทางปฏิบัติพนักงานสอบสวนหญิงมีจำนวนไม่เพียงพอ

คำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องได้หรือไม่