คลังเก็บป้ายกำกับ: คำพิพากษาศาลฎีกา

เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันเกินหกสิบวันนับแต่วันที่ผู้เช่าชื้อผิดนัด ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนร่วมกับผู้เช่าซื้อ หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่5372/2562 

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อนับแต่วันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับแล้ว โดยกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นมา แต่ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว ไม่กระทบกระเทือนถึงสัญญาที่ได้ทำไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่กรณีพระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น และมาตรา 19 บัญญัติว่า “ในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ สิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้และผู้ค้ำประกัน ให้เป็นไปตามมาตรา 686 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้” ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติไว้ว่า “เมื่อลูกหนี้ผิดนัดให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด…และวรรคสองบัญญัติว่า ในกรณีที่เจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง” สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่ง โดยผู้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าชื้อให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อเป็นรายงวดตามจำนวนที่ตกลงกัน และผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์สินอันเป็นวัตถุแห่งหนี้ที่เช่าชื้อให้ผู้เช่าซื้อหากไม่มีการกำหนดทรัพย์สินที่เช่าซื้อให้แก่กันแล้วสัญญาเช่าซื้อย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ จึงนับว่าทรัพย์สินที่เช่าซื้อเป็นหนี้ประธานในการก่อให้เกิดสัญญาเช่าซื้อ เมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้การส่งมอบรถยนต์กระบะดังกล่าวคืนหรือใช้ราคาแทนจึงเป็นหนี้ประธานแห่งสัญญามิใช่อุปกรณ์แห่งหนี้ในสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้น การที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายบังคับไว้โดยมีหนังสือบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ผิดนัด ก็หาเป็นผลให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 หลุดพ้นจากการต้องร่วมชำระหนี้ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืน หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนแก่โจทก์ภายหลังสัญญาเช่าซื้อเลิกกันไม่ 

 หลอกลวงเจ้าของที่ดินให้โอนที่ดิน แล้วนำที่ดินไปจำนองแก่บุคคลภายนอกซึ่งรับจำนองไว้โดยสุจริต ต่อมาในคดีอาญา ศาลพิพากษาลงโทษผู้หลอกลวงฐานฉ้อโกงให้จดทะเบียนโอนที่ดินคืนให้แก่เจ้าของ ดังนี้ เจ้าของที่ดินจะขอให้เพิกถอนการจำนองและผู้รับจำนองต้องคืนโฉนดที่ดินแก่เจ้าของหรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 3022/2562 

จำเลยที่ 1 โดยทุจริตหลอกลวงให้โจทก์โอนที่ดินแก่จำเลยที่ 1 ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าจะใช้โฉนดที่ดินดังกล่าวไปขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อนำเงินมาลงทุนทำธุรกิจโดยจะไม่นำที่ดินดังกล่าวไปก่อภาระผูกพันใด ๆ เมื่อธนาคารอนุมัติเงินแล้วจะโอนที่ดินคืนแก่โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้จำนองที่ดินกับจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าทำให้โจทก์ซึ่งพักอาศัยอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าวเสียหาย โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในข้อหาฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 และขอให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์โดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ ต่อมาศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 91 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์โดยปราศจากภาระผูกพันใด ๆ 

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุให้เพิกถอนการจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ต้องคืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องและคำพิพากษาศาลฎีกา โจทก์ทำนิติกรรมโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวง การแสดงเจตนาทำนิติกรรมดังกล่าวของโจทก์เกิดขึ้นเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 อันเป็นโมฆียะกรรม แต่นิติกรรมดังกล่าวซึ่งเป็นโมฆียะกรรมนั้นยัง 

มีผลสมบูรณ์ใช้ได้จนกว่าจะถูกบอกล้างโดยชอบ ขณะที่จำเลยที่ 1 จำนองที่ดินพิพาทต่อจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 1 ยังมีชื่อเป็นเจ้าของ จึงสมบูรณ์ใช้บังคับได้ตามกฎหมาย แม้ที่ดินพิพาทจะได้โอนกลับไปเป็นของโจทก์ในภายหลังจากการจำนองนั้นแล้ว นิติกรรมจำนองที่จำเลยที่ 1 ก่อไว้ย่อมตกติดมาด้วย โจทก์ไม่อาจยกเอาเหตุโมฆียะที่โจทก์บอกล้างนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นั้นแล้วขึ้นต่อสู้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ตาม 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 ประกอบมาตรา 1329 โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 2 รับจำนองไว้ (จำเลยที่ 2 มีสิทธิยึดถือต้นฉบับโฉนดที่ดินพิพาทได้จนกว่าจะมีการไถ่ถอนจำนอง) 

อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ระหว่างอยู่กินด้วยกันเปิดร้านอินเตอร์เน็ต และได้ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมจอคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ต่อมาเลิกกัน ฝ่ายหนึ่งพาพวกมาขนเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ จอคอมพิวเตอร์ และเครื่องปริ้นเตอร์ ขณะอยู่ในความครอบครองของอีกฝ่ายไปเป็นของตนฝ่ายเดียวเป็นความผิดฐานใด

คําพิพากษาฎีกาที่502/2563 

ก่อนเกิดเหตุจำเลยกับผู้เสียหายอยู่กินกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส และระหว่างอยู่กินด้วยกันร่วมกันลงทุนประกอบกิจการร้านอินเทอร์เน็ตที่บ้านผู้เสียหาย ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ระหว่างอยู่กินกันฉันสามี- ภริยา ย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวมโดยแต่ละฝ่ายมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวคนละส่วนเท่าๆ กัน เมื่อเลิกกันต้องแบ่งกรรมสิทธิ์ 

คนละครึ่ง การที่จำเลยกับพวกมาขนทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมขณะอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปเป็นของตนฝ่ายเดียวทั้งหมด เป็นการเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ 

ผู้ถือหุ้นยังไม่ได้ชําระค่าหุ้นของบริษัทครบถ้วนจะมีอํานาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการบริษัทหรือบุคคลภายนอกที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท ได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 4661/2562 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้ากรรมการทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัท บริษัทจะฟ้องร้องเรียกเอาสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้ เช่นนี้ การเป็นผู้ถือหุ้นที่จะมีสิทธิเรียกให้กรรมการบริษัทรับผิดในกรณีนี้ย่อมต้องพิจารณาจากฐานะการเป็นผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาจากการส่งใช้เงินค่าหุ้นอันเป็นกระบวนการในการ รวบรวมทุนของบริษัทอีกส่วนหนึ่งซึ่งเมื่อผู้ถือหุ้นยังส่งใช้เงินค่าหุ้นไม่ครบถ้วนย่อมเป็นหน้าที่ของ กรรมการบริษัทที่จะดําเนินการเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1120 และ มาตรา 1121 เมื่อโจทก์ทั้งสองมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ป. ไม่ว่าการถือหุ้นดังกล่าวจะได้มีการส่งใช้เงินค่าหุ้นครบถ้วนหรือไม่ โจทก์ทั้งสองย่อมมีอํานาจฟ้องให้จําเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดในฐานะที่เป็นกรรมการทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัทตามมาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ได้ แต่สําหรับจําเลยที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกมิใช่กรรมการของบริษัท ป. จํากัด แม้โจทก์ทั้งสอง จะอ้างว่าจําเลยที่ 3 ร่วมกับจําเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท ป. ยักยอกเงินของบริษัทไปเป็นประโยชน์ส่วนตนอันเป็นการทำละเมิดต่อบริษัท ป. ก็ตาม แต่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้สิทธิผู้ถือหุ้นฟ้องแทนบริษัทในกรณีนี้ได้ คําฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นการอาศัยสิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทมาก้าวล่วงฟ้องร้องคดีเพื่อบังคับบุคคลภายนอกบริษัทซึ่งไม่อาจกระทำได้เพราะไม่ต้องด้วยมาตรา 1169 โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอํานาจ 

ผู้รับจํานองมีหนังสืบอกกล่าวบังคับจํานองโดยกําหนดเวลาให้ชําระหนี้น้อยกว่าหกสิบวัน จะนําระยะเวลาดังกล่าวไปรวมกับระยะเวลาหลังจากนั้นจนถึงวันฟ้องว่าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหกสิบวันแล้ว จึงเป็นการบอกกล่าวบังคับจํานองโดยชอบแล้ว ได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 5702/2562 

แม้โจทก์และจําเลยทั้งสามจดทะเบียนจํานองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเมื่อ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2552 ก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 มีผลใช้บังคับ คือ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 ก็ตาม แต่การที่โจทก์ผู้รับจํานองประสงค์จะบังคับจํานองนับจากนั้น โจทก์ก็ต้องปฏิบัติตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งบัญญัติว่า “เมื่อจะบังคับจํานองนั้น ผู้รับจํานองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชําระหนี้ภายในเวลาอันสมควร ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคําบอกกล่าวนั้น ถ้าและลูกหนี้ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคําบอกกล่าว ผู้รับจํานองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจํานองและให้ขายทอดตลาดก็ได้” โดยโจทก์ผู้รับจํานองต้องมีหนังสือบอกกล่าว บังคับจํานองไปยังจําเลยทั้งสามลูกหนี้ก่อนว่า ให้ชําระหนี้ภายในเวลาอันสมควร ซึ่งต้อง ไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่จําเลยทั้งสามลูกหนี้ได้รับคําบอกกล่าวบังคับจํานองนั้น ดังนั้น เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจํานองลงวันที่ 13 กันยายน 2559 ซึ่งกําหนดระยะเวลาให้จําเลยทั้งสามชําระหนี้และไถ่ถอนจํานองให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจํานองดังกล่าว จําเลยทั้งสามได้รับหนังสือบอกกล่าวบังคับจํานองเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 อันเป็นการกําหนดระยะเวลาน้อยกว่าหกสิบวันซึ่งเป็นกําหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ชัดเจนแน่นอนแล้ว จึงนําระยะเวลา 30 วัน ตามหนังสือบอกกล่าวบังคับจํานองไปรวมกับระยะเวลาหลังจากนั้นจนถึงวันฟ้องว่าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหกสิบวันแล้วหาได้ไม่ กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าจําเลยทั้งสามลูกหนี้ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคําบอกกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ โจทก์จึงไม่มีอํานาจฟ้อง 

เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันเกินกําหนด 60 วัน นับแต่วันที่ ลูกหนี้ผิดนัดมีผลต่อความรับผิดของผู้ค้ำประกันอย่างไร

คําพิพากษาฎีกาที่ 3847/2562 

หนังสือบอกกล่าวที่โจทก์ส่งไปยังจําเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ผู้ค้ำประกันระบุว่าจําเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นมียอดหนี้จํานวนเงินค้างชําระและยังมิได้ชําระหนี้ ขอให้ไปชําระหนี้ ย่อมถือได้ว่าเป็นหนังสือบอกกล่าวซึ่งมีข้อความที่แจ้งว่าลูกหนี้ผิดชําระหนี้ เข้าลักษณะเป็นหนังสือบอกกล่าวตามความมุ่งหมายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง ซึ่งกฎหมายไม่ได้กําหนดรูปแบบข้อความหนังสือบอกกล่าวไว้อย่างชัดเจน 

จําเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้รับหนังสือบอกกล่าวที่โจทก์ส่งให้จําเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่จําเลยที่ 1 ผิดนัด จําเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ย่อม หลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังเมื่อพ้นกําหนดเวลาแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคสอง โจทก์คงเรียกให้จําเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ชําระต้นเงินและ ดอกเบี้ยที่คิดได้เพียง 60 วัน นับแต่วันที่จําเลยที่ 1 ผิดนัด 

คําพิพากษาฎีกาที่ 3263/2562 หนังสือบอกกล่าวของโจทก์ได้ไปถึงจําเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันภายหลังเวลาที่พ้นกําหนด 60 วัน นับแต่จําเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง จําเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้บรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกําหนดเวลา 60 วัน ตามมาตรา 686 วรรคสอง จําเลยที่ 2 ต้องรับผิดในดอกเบี้ยต้นเงินจํากัดเฉพาะช่วงเวลา 60 วัน นับแต่จําเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัด 

เคยได้รับโทษจําคุกเกินกว่า 6 เดือน ซึ่งมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดย ประมาทหรือความผิดลหุโทษและพ้นโทษจําคุกมายังไม่เกิน 5 ปี หากคดีหลังเป็นการกระทำผิดโดยประมาท ศาลจะรอการลงโทษให้ได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 645/2563 

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ใหม่) ได้เพิ่มหลักเกณฑ์ให้ศาลสามารถใช้ ดุลพินิจรอการลงโทษให้แก่จําเลยได้มากขึ้น จากเดิมที่จํากัดเฉพาะแต่จําเลยที่ไม่เคยต้องโทษจําคุกมาก่อน หรือเคยต้องโทษจําคุกแต่เป็นโทษสําหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือ ความผิดลหุโทษ ได้เพิ่มให้จําเลยที่เคยต้องโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน และจําเลยที่เคยได้รับโทษจําคุกมาก่อน แต่พ้นโทษจําคุกมาแล้วเกินกว่าห้าปี แล้วมากระทำความผิดอีก โดยความผิดในครั้งหลังเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จากหลักเกณฑ์ที่เพิ่มขึ้นมานั้น แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้จําเลยที่เคยต้องโทษจําคุกมาในระยะเวลาสั้นและจําเลยที่เคยได้รับโทษจําคุกระยะยาวแต่พ้นโทษมานานแล้ว มีโอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี 

จําเลยเคยได้รับโทษจําคุกเกินกว่า 6 เดือนในความผิดฐานร่วมกันประกอบกิจการให้สินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาตและเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และจําเลยพ้นโทษจําคุกมายังไม่เกินห้าปี แม้คดีนี้จะเป็นการกระทำความผิดโดยประมาทก็ตามจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ศาลจะใช้ดุลพินิจรอการลงโทษให้แก่จําเลยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (2),(3) 

ยิงปืนใส่กลุ่มวัยรุ่นในขณะมีผู้คนกําลังเล่นน้ำสงกรานต์และมีรถยนต์แล่น ขวางทางเบื้องหน้า กระสุนปืนที่ยิงถูกผู้อื่น ดังนี้ เป็นการกระทำโดยพลาดหรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 6684/2562 

ความผิดฐานกระทำโดยพลาด ตาม ป.อ. มาตรา 60 นั้น หมายความว่าผู้ใด เจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป กฎหมายย่อมถือเจตนาของผู้กระทำเป็นสำคัญว่า ไม่ได้มีเจตนากระทำต่อผู้ที่ถูกกระทำโดยพลาด แต่เป็นกรณีที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และต้องไม่ใช่กรณีที่ผู้กระทำเล็งเห็นผลของการกระทำโดยเจตนาเล็งเห็นผล 

วันเกิดเหตุเป็นวันเทศกาลสงกรานต์ การจราจรติดขัด มีรถยนต์และผู้คนกําลังเล่นน้ำ สงกรานต์ในวันเทศกาลอย่างพลุกพล่าน แต่ทิศทางที่จําเลยที่ 1 เล็งปืนไปข้างหน้าใส่กลุ่มวัยรุ่นนั้น มีรถยนต์แล่นอยู่เป็นแนวโดยตลอดและมีการยิงปืนเพียงข้างเดียวจากจําเลย ที่ 1 ไม่มีการยิงปืนจากฝ่ายตรงข้าม และนอกจากรถยนต์คันที่โจทก์ร่วมนั่งโดยสารมาแล้ว กระสุนปืนที่จําเลยที่ 1 ยิง ยังไปถูกรถกระบะอีกคันหนึ่งด้วย การที่มีผู้คนกําลังเล่นน้ำ สงกรานต์และมีรถยนต์แล่นขวางทางเบื้องหน้า แต่จําเลยที่ 1 ยังคงยิงปืนออกไป ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าจําเลยที่ 1 มีเจตนาเล็งเห็นแล้วว่า กระสุนปืนอาจถูกบุคคลอื่นที่อยู่ข้างหน้านั้นได้ การกระทำของจําเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเล็งเห็นผลว่ากระสุนปืนอาจถูกบุคคลอื่นถึงแก่ความตายได้ จําเลยที่ 1 จึงมีเจตนาพยายามฆ่าโจทก์ร่วม หาใช่เป็นการกระทำโดยพลาดไม่ 

ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดซึ่งออกจากหุ้นส่วนไปแล้วจะยังต้องรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนได้ออกจากหุ้นส่วนหรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่251/2562 

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เดิมโจทก์มีหุ้นส่วน 2 คน คือ จำเลยเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและนายสมนึกเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ต่อมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้นายสมนึกเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและจำเลยเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด และต่อมามีการจดทะเบียเปลี่ยนแปลงให้บริษัทบ้านตาลโฮลดิ้ง จำกัด เข้ามาเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดแทนจำเลยที่ออกจากการเป็นหุ้นส่วนของโจทก์ ในระหว่างที่จำเลยยังคงเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดของโจทก์ โจทกโดยจำเลยและนายสมนึกขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทกให้แก่นายสำราญ โจทก์ชำระภาษีแล้ว ต่อมากรมสรรพากรแจ้งโจทก์ว่าชำระภาษีไม่ถูกต้องให้ชำระภาษีที่ยังขาด เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีบำรุงท้องที่ 1,407,548.25 บาท โจทก์ชำระให้แก่กรมสรรพากรครบถ้วนแล้ว 

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระของโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า หนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2554 ในขณะนั้นจำเลยยังคงเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดของโจทก์ โจทก์และจำเลยยังไม่ทราบเรื่องที่มีการเสียภาษีไม่ถูกต้อง ต่อมาวันที่ 18 มีนาคม 2558 (ที่ถูก 2256) โจทก์จดทะเบียนให้จำเลยออกจากการเป็นหุ้นส่วนของโจทก์โดยมีการคืนจำนวนลงหุ้นแก่จำเลย 28,000,000 บาท หากโจทก์และจำเลยทราบเรื่องที่เสียภาษีไม่ถูกต้องเสียก่อน จำเลยก็จะได้รับจำนวนลงหุ้นคืนน้อยกว่าจำนวนดังกล่าว เมื่อหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระเกิดขึ้นในขณะที่จำเลยยังคงเป็นหุ้นส่วนของโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระในฐานะหุ้นส่วนของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1051 โจทก์ชอบที่จะไล่เบี้ยเรียกเอาเงินที่ชำระแทนไปก่อน 703,774 บาท จากจำเลยได้นั้น เห็นว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแล้วย่อมมีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นสวนตามมาตรา 1015 ทรัพย์สินและหนี้สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดย่อมมิใช่ทรัพย์สินและหนี้สินของผู้เป็นหุ้นส่วนโดยตรง ส่วนการที่ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งออกจากหุ้นส่วนไปแล้วจะยังคงต้องรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนได้ออกจากหุ้นส่วนไปตามมาตรา 1051 นั้น เป็นกรณีที่บทบัญญัติดังกล่าวมุ่งหมายจะใช้บังคับแก่ห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งหุ้นส่วนทุกคนจะต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้อันได้ก่อขึ้นเพราะจัดการไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้นแตต่างจากผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดซึ่งจะมีความผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดตามมาตรา 1077 (1) และในระหว่างที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดยังมิได้เลิกกัน เจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดย่อมไม่มีสิทธิที่จะฟ้องร้องผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดตามมาตรา 1095 วรรคหนึ่ง แต่หากห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกกันแล้ว ความรับผิดชอบของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดต่อเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดย่อมจำกัดอยู่เพียงจำนวนลงหุ้นที่ยังค้างส่งหรือได้ถอนไปจากสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดกับเงินปันผลซึ่งได้รับไปแล้วโดยทุจริตและฝ่าฝืนต่อข้อห้ามที่มิให้แบ่งเงินปันผลหรือดอกเบี้ยนอกจากผลกำไรซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัดทำมาค้าได้ตามมาตรา 1095 วรรคสอง(1) (2) และ (3) เท่านั้น กรณีจึงไม่อาจนำมาตรา 1051 มาใช้บังคับแก่หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ตามมาตรา 1080 วรรคหนึ่ง แม้หนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระของโจทก์จะเกิดขึ้นในระหว่างที่จำเลยยังคงเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดของโจทกก็ถือมิได้ว่าเป็นหนี้สินของจำเลย เมื่อจำเลยออกจากการเป็นหุ้นส่วนของโจทก์ไปแล้วโดยมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้บริษัทบ้านตาลโฮลดิ้ง จำกัด เข้ามาเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดแทนจำเลยในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันย่อมต้องถือว่าความเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดของจำเลยได้ถูกแทนที่โดยบริษัทบ้านตาลโฮลดิ้ง จำกัด แล้ว แม้จำเลยจะได้รับเงินจากการถอนหุ้นด้วย แต่ก็เป็นเพียงการจ่ายเงินเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างจำเลยกับโจทก์และนายสมนึก ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 167/2556 ของศาลชั้นต้น และได้ความตามคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนว่าจำนวนลงหุ้นของจำเลยถูกแทนที่ด้วยจำนวนลงหุ้นของบริษัทบ้านตาลโฮลดิ้ง จำกัด เช่นกัน หนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระที่โจชำระให้แก่กรมสรรพากรไปนั้นจึงเป็นค่าใช้จ่ายของโจทก์ที่จะต้องนำไปคิดคำนวณกำไรขาดทุนในระหว่างผู้ที่ยังคงเป็นหุ้นส่วนกันต่อไปตามสัญญาหุ้นส่วน โจทกจะนำหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระดังกล่าวมาไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยไม่ได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระของโจทก์ 

เจ้าของบัญชีไม่ตรวจสอบรายการเดินสะพัดทางบัญชีที่ธนาคารส่งให้ทุกเดือนเป็นเหตุให้ไม่ทราบว่ามีคนลักเช็คปลอมลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายแล้วมีผู้นำไปเรียกเก็บเงิน จะถือว่าอยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกเรื่องลายมือชื่อปลอมขึ้นเป็นข้อต่อสู้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่602/2563 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1008 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อใดลายมือชื่อในตั๋วเงินเป็นลายมือปลอมก็ดี…ท่านว่าลายมือชื่อปลอม…เช่นนั้นเป็นอันใช้ไม่ได้เลย ใครจะอ้างอิงอาศัยแสวงสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด…เพื่อบังคับการใช้เงินเอาแก่คู่สัญญาแห่งตั๋วนั้นคนใดคนหนึ่งก็ดี ท่านว่าไม่อาจจะทำได้เป็นอันขาด ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นการห้ามในการจะบังคับการใช้เงินเอาแก่คู่สัญญาแห่งตั๋วนั้นหากลายมือชื่อในตั๋วเงินเป็นลายมือชื่อปลอม แต่ยังคงมีข้อยกเว้นว่า เว้นแต่คู่สัญญาฝ่ายซึ่ง…ถูกบังคับใช้เงินนั้นจะอยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอม…นั้นขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ซึ่งข้อยกเว้นกรณีการอยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นเป็นข้อต่อสู้นั้น อาจเป็นกรณีที่เจ้าของลายมือชื่อที่ถูกปลอมได้แสดงกิริยาอย่างหนึ่งอย่างใดให้คนภายนอกหลงเชื่อว่าลายมือชื่อที่ลงในตัวเงินนั้นเป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของตน เป็นเหตุให้บุคคลภายนอกนั้นทำการไปโดยหลงเชื่อตามที่เจ้าของชื่อแสดงออกมาจนอาจเป็นที่เสียหายแก่เขา เจ้าของลายมือชื่อที่ถูกปลอมจะไปอ้างในภายหลังว่าลายมือชื่อนั้นปลอมให้เป็นกรเสียหายแก่เขาไม่ได้ 

การที่โจทก์ไม่ระมัดระวังในการดูแลรักษาแบบพิมพ์เช็ดพิพาทอย่างวิญญูชนที่พึงกระทำ และโจทก์ไม่ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบจำนวนเช็คและใบแจ้งหนี้ที่จำเลยที่ 10 (ธนาคาร) ส่งให้ตรวจสอบทุก ๆ เดือน นั้น เป็นเพียงการไม่ใส่ใจในความเสียหายของตนเองที่อาจมีขึ้นจากการไม่ใช้ความระมัดระวังและตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว ซึ่งมิใช่การแสดงกริยาอย่างหนึ่งอย่างใดโดยตรงต่อพนักงานของจำเลยที่ 10 แล้วเป็นผลโดยตรงให้พนักงานของจำเลยที่ 10 หลงเชื่อว่าลายมือชื่อที่ลงในเช็คแต่ละฉบับเป็นลายมือชื่อที่แท้จริง การกระทำดังกล่าวของโจทก์จึงมิได้อยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมนั้นขึ้นเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 10 ที่จำเลยที่ 10 ประกอบธุรกิจการธนาคารพาณิชย์เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน การจ่ายเงินตามเช็คที่มีผู้มาขอเบิกเงินจากธนาคารเป็นงานส่วนหนึ่งของจำเลยที่ 10 ซึ่งจะต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำจำเลยที่ 10 ย่อมมีความชำนาญในการตรวจสอบลายมือชื่อในเช็คว่าเป็นลายมือชื่อของผู้สั่งจ่ายหรือไม่ยิ่งไปกว่าบุคคลธรรมดา ทั้งต้องมีความระมัดระวังในการจ่ายเงินตามเช็คยิ่งกว่าวิญญูชนทั่ว ๆ ไป การที่จำเลยที่ 10 จ่ายงินตามเช็คพิพาททั้ง 13 ฉบับ ซึ่งเป็นเช็คที่มีการปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายให้แก่ผู้ที่นำมาเรียกเก็บเงินทั้งที่มีตัวอย่างลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายของโจทก์ที่ให้ไว้แก่จำเลยที่ 10 กับมีเช็คอีกหลายฉบับที่โจทก์เคยสั่งจ่ายไว้อยู่ที่จำเลยที่ 10 จึงเป็นการขาดความระมัดระวังของจำเลยที่ 10 ผู้ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ถือได้ว่าการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทดังกล่าวเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 10 เอง เมื่อลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คเป็นลายมือชื่อปลอม ไม่ใช่ลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายของโจทก์ จำเลยที่ 10 จึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1008 วรรคหนึ่ง และแม้โจทก์มิได้ทักท้วงรายการเดินสะพัดทางบัญชีและแจ้งให้จำเลยที่  10 ทราบก็ตาม แต่การกระทำของโจทก์มิได้เป็นผลโดยตรงที่ทำให้จำเลยที่ 10 จ่ายเงินตามเช็คพิพาทไปโดยประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 10 ย่อมต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คพิพาทคืนแก่โจทก์ตามมาตรา 1008 วรรคหนึ่ง