คลังเก็บป้ายกำกับ: ครอบครัว

ประเด็น : ภริยาทำสัญญาค้ำประกันกับธนาคาร สามีไม่รู้เห็นหรือยินยอม สามีฟ้องเพิกถอนสัญญาค้ำประกันนั้นไม่ได้ (ป.พ.พ. มาตรา 1476 ว.1 (8)

คำพิพากษาฎีกาที่ 4046/2535 การที่ น. ภริยาโจทก์ทำสัญญาค้ำประกันการกู้เบิกเงินเกินบัญชีของ ส. โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม มิใช่เป็นการจัดการสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476,1477 ซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เกิดจากข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างไว้ในฟ้อง และจากทางนำสืบของโจทก์จึงเป็นข้อเท็จจริงในกระบวนพิจารณาโดยชอบ แม้มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้น จำเลยก็มีสิทธิอุทธรณ์ได้ และศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง

ประเด็น : บุตรนอกกฎหมายที่บิดาไม่รับรองมีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งให้บิดารับเป็นบุตรได้ แม้บิดาจะตายไปแล้ว ถ้าศาลมีคำสั่งให้ บุตรมีสิทธิรับมรดกของบิดาได้

คำพิพากษาฎีหาที่ 2698/2536 ผู้ตายได้ทำบันทึกมีข้อความระบุว่า ผู้ร้องยินยอมรับเงินจำนวน15,000 บาท เป็นค่าทดแทนกรณีที่ผู้ร้องมีบุตรกับผู้ตาย โดยผู้ร้องลงลายมือชื่อในฐานะผู้ให้สัญญา ส่วนผู้ตายลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับสัญญา บันทึกดังกล่าวถือได้ว่าเป็นเอกสารของผู้ตายที่ยอมรับว่าเด็กหญิง ม. เป็นบุตรของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1555(3) แล้ว

ประเด็น : การสมรสที่เป็นโมฆะเพราะเหตุอื่นนอกจากการสมรสซ้อน ถ้ายังไม่มีคำพิพากษาแสดงว่าการสมรสเป็นโมฆะ การสมรสยังคงมีผลผูกพันอยู่ สามารถรับมรดกของอีกคนหนึ่งได้

ฎ.3898/2548 บุคคลที่จะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1458 (ไม่ยินยอม) ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ได้แก่ คู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรส หรืออัยการ เมื่อผู้คัดค้าน (น้องร่วมบิดามารดา) ไม่ใช่บุคคลดังกล่าวจึงไม่อาจขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างผู้ตายกับผู้ร้องเป็นโมฆะได้
.
ผู้ร้องจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายกับผู้ตาย (โดยไม่ยินยอม = โมฆะ ม.1458,1495) ผู้ร้องย่อมเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย หากการสมรสไม่ถูกต้องตามกฎหมายคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่าการสมรสนั้นเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1496 เมื่อยังไม่มีฝ่ายใดฟ้องและศาลไม่มีคำพิพากษาว่าการสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายเป็นโมฆะ การสมรสระหว่างผู้ร้องกับผู้ตายจึงยังคงมีอยู่ ผู้ร้องจึงยังเป็นคู่สมรสของผู้ตาย เป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1629 วรรคสอง และมีสิทธิขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ประเด็น : คดีฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะไม่มีอายุความแต่การฟ้องเรียกค่าเลี้ยงชีพและค่าทดแทน มีอายุความ 2 ปี (ป.พ.พ. ม.1499 ว.4)

คำพิพากษาฎีกาที่ 3423/2549 การกล่าวอ้างความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมนั้น กฎหมายมิได้กำหนดระยะเวลาหรืออายุความไว้ ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิยกความเป็นโมฆะของการสมรสซ้อนขึ้นกล่าวอ้างเมื่อใดก็ได้ไม่อยู่ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ดังนั้น แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้เกินกำหนด 10 ปี แล้ว คดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ

ประเด็น : เมื่อชายตกลงให้สินสอดแล้วต้องผูกพัน หากไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันเพราะความผิดของชาย บิดามารดาหญิงสามารถฟ้องบังคับให้ส่งมอบหรือโอนสินสอดที่ตกลงไว้ได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 6385/2551 เมื่อจำเลยทั้งสองตกลงว่าจะให้สินสอดแก่โจทก์ที่ 1 เพื่อเป็นการตอบแทนที่โจทก์ที่ 2 ยอมสมรสด้วย แต่การสมรสระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกสินสอดจากจำเลยทั้งสองได้

การบรรยายเนติฯ วิชา ครอบครัว ครั้งที่ 3 ท่านอาจารย์ประสพสุข บุญเดช ได้พูดถึงประเด็นที่น่าสนใจไว้ดังนี้

ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะสมรสกันไม่ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1451 แต่ทั้งนี้ต้องเป็นการรับบุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย ตาม 1598/19 ที่วางหลักว่า ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีและต้องมีอายุแก่กว่าผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อยสิบห้าปี และต้องมีการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมด้วยจึงจะสมบูรณ์ ตามมาตรา 1598/27 แต่กฎหมายห้ามบุตรบุญธรรมกับผู้รับบุตรบุญธรรมสมรสกันเพราะว่าบุคคลทั้งสองคนมีฐานะเป็นบิดามารดาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ถ้าสมรสกันก็กระทบกระเทือนความรู้สึกทางขนบธรรมเนียมประเพณี แต่อย่างไรก็ดีการที่บุตรบุญธรรมจดทะเบียนสมรสกับผู้รับบุตรบุญธรรม บุคคลทั้งสองคนไม่มีความสัมพันธ์ในทางสายโลหิต เมื่อไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ว่าบุตรที่เกิดมาจะมีสุขภาพไม่สมบูรณ์และไม่น่าจะถึงกับขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะฉะนั้นกฎหมายก็มีเพียงแต่ ป.พ.พ. มาตรา 1598/32 บัญญัติว่า การรับบุตรบุญธรรมย่อมเป็นอันยกเลิกเมื่อมีการสมรสฝ่าฝืนมาตรา 1451 เพราะฉะนั้นก็ต้องถือว่า หากผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมฝ่าฝืนสมรสกัน การสมรสนั้นสมบูรณ์ มีผลเพียงการรับบุตรบุญธรรมย่อมเป็นอันยกเลิกไป เช่น ผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรมจดทะเบียนสมรสกัน พอลงมาจากที่ว่าการอำเภอ ปรากฏว่าผู้รับบุตรบุญธรรมถูกรถชนตาย เช่นนี้ บุตรบุญธรรมก็รับมรดกของผู้รับบุตรบุญธรรมได้ในฐานะคู่สมรสอย่างเดียว จะรับสองฐานะไม่ได้

การบรรยาย วิชาครอบครัว วันที่ 22 มิถุนายน 2564 ศ.(พิเศษ) ประสพสุข บุญเดช มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

สินส่วนตัว มาตรา 1471 (3) ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดก หรือ การให้โดยเสน่หา

.

การให้โดยเสน่หานั้นแตกต่างจากการให้รางวัลตามคำมั่นโฆษณาจะให้รางวัลในเมื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งตาม มาตรา 362 เช่น รางวัลนำจับคนร้าย

หรือคำมั่นโฆษณาจะให้รางวัลในการประกวดชิงรางวัลตาม มาตรา 365 เช่น แข่งประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง ซึ่งกรณีทั้งสองกรณีนี้ ผู้จะได้รางวัลจะต้องทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นการตอบแทน ต่างจากการให้โดยเสน่หาที่ผู้รับไม่มีหน้าที่ต้องทำสิ่งใดตอบแทน เพราะฉะนั้นรางวัลที่ได้รับมาจึงเป็น “สินสมรส”

ภริยาปลอมลายมือชื่อผู้อื่นสั่งจ่ายเช็คไปเบิกเงินธนาคาร แล้วนำเงินที่ได้มาซื้อทรัพย์สินหรือฝากไว้ในธนาคารระบุชื่อสามีและภริยาเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยสามีไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำด้วย ดังนี้จะถือว่าเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาหรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 1137/2559  หนี้ที่จําเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นมูลหนี้ละเมิดที่จําเลยที่ 1 กระทําขึ้นแต่ฝ่ายเดียวเป็นการเฉพาะตัว โดยไม่ปรากฏว่าจําเลยที่ 2 ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทําละเมิดของจําเลยที่ 1 ต่อโจทก์ และมูลหนี้ละเมิดไม่อาจให้สัตยาบันได้ ดังนั้น แม้จําเลยที่ 1 จะนําเงินที่ได้จากการทําละเมิดต่อโจทก์มาซื้อทรัพย์สินหรือฝากไว้ในธนาคารระบุชื่อจําเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของร่วมกัน ก็มิใช่หนี้ร่วมตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 จําเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีจําเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมกับจําเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ 

การทําสัญญาค้ำประกันเป็นการจัดการสินสมรสที่สามีและภริยาต้องจัดการร่วมกัน หรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 2934/2559 บริษัท ก. ได้กู้ยืมเงินโจทก์โดยมีจําเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องทําสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของบริษัทดังกล่าว ต่อมาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จําเลยที่ 1 ชําระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จําเลยที่ 1 ไม่ชําระ โจทก์จึงนําเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหุ้นประเภทหุ้นสามัญของบริษัท ร. ของจําเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสินสมรสของจําเลยที่ 1 กับผู้ร้องเพื่อบังคับชําระหนี้ตามคําพิพากษา ผู้ร้องขอให้กันส่วนหุ้นสามัญที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้สําหรับผู้ร้องกึ่งหนึ่งนั้น เมื่อไม่ได้ความว่าบริษัท ก. เป็นบริษัทที่ประกอบกิจการในครอบครัวของจําเลยที่ 1 กับผู้ร้อง ทั้งการ กู้ยืมเงินเป็นเรื่องที่บริษัท ก. เป็นผู้กู้ยืมเงินจากโจทก์ โดยหาใช่เป็นกรณีที่จําเลยที่ 1 เป็นผู้กู้ยืม เพื่อนําเงินมาใช้จ่ายในครัวเรือนของจําเลยที่ 1 กับผู้ร้องแต่อย่างใดไม่ ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงสัญญาค้ำประกันที่จําเลยที่ 1 ทําไว้แก่โจทก์ ก็จะเห็นได้ว่าจําเลยที่ 1 ทําสัญญายอมผูกพันตนต่อโจทก์เพื่อชําระหนี้ในเมื่อบริษัท ก. ไม่ชําระหนี้เงินกู้ยืมนั้น ซึ่งการเป็นผู้ค้ำประกัน ของจําเลยที่ 1 ดังกล่าวนอกจากจะเป็นการกระทําเพื่อประโยชน์แก่ผู้ให้กู้แล้ว ยังเป็นการกระทําเพื่อประโยชน์แก่บริษัท ก. ผู้กู้ เพื่อจะได้มีเงินมาใช้ในการประกอบกิจการของบริษัท แม้จําเลยที่ 1 จะเป็นกรรมการผู้มีอํานาจของบริษัท ก. แต่หนี้ที่เกิดขึ้นจากการทําสัญญา ค้ำประกันของจําเลยที่ 1 ก็มิใช่หนี้ที่เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจําเป็นสําหรับครอบครัวหรือเป็นหนี้เกี่ยวแก่การอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับ สินสมรสหรือเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานที่จําเลยที่ 1 และผู้ร้องทําด้วยกัน เมื่อหนี้ตามสัญญาค้ำประกันของจําเลยที่ 1 มิใช่หนี้ที่เป็นไปตามบทบัญญัติใน ป.พ.พ. มาตรา 1490 หนี้ประเภทนี้จึงมิใช่หนี้ที่จําเลยที่ 1 และผู้ร้องเป็นลูกหนี้ร่วมกัน แต่เป็นหนี้ส่วนตัวของจําเลยที่ 1 โดยแท้  

บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1476 มิได้บัญญัติให้การทําสัญญาค้ำประกันเป็นการจัดการสินสมรสที่สามีและภริยาต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอม จากอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งแปลความหมายได้ว่าจําเลยที่ 1 ผู้เป็นสามีของผู้ร้องสามารถทําสัญญาค้ำประกันได้ตามลําพัง โดยกฎหมายไม่ถือว่าเป็นการกระทําที่เกี่ยวข้องกับสินสมรสของทั้งสองฝ่าย ทั้งการที่ผู้ร้องเพิกเฉยมิได้โต้แย้งก็ไม่อาจฟังได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันแก่การทําสัญญาค้ำประกันของจําเลยที่ 1 เมื่อหนี้ของจําเลยที่ 1 ตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิใช่หนี้ที่จําเลยที่ 1 และผู้ร้องเป็นลูกหนี้ร่วมกัน โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษา จึงไม่อาจบังคับชําระหนี้เอาจากสินสมรสในส่วนของผู้ร้องได้โดยไม่จําต้องพิจารณาว่าจําเลยที่ 1 และผู้ร้องได้หย่าขาดจากกันแล้วหรือไม่ 

สิทธิของสามีที่จะเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ล่วงเกินภริยาไปในทางชู้สาว ในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จะหมดสภาพหรือถูกลบล้างไปหรือไม่ หากภายหลังมีการจดทะเบียนหย่ากัน

คำพิพากษาฎีกาที่ 2590/2561 บทบัญญัติ มาตรา 1523 วรรคสอง แห่ง ป.พ.พ. ให้สามีมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ล่วงเกินภริยาไปในทางชู้สาวได้ แม้ภริยาสมัครใจ หรือยินยอมให้ล่วงเกินไปในทํานองชู้สาว สามีก็มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนตามวรรคสองนี้ได้ เพราะการฟ้องเรียกค่าทดแทนตามวรรคสองนี้เป็นสิทธิของสามีโดยเฉพาะและสิทธิในการฟ้องของสามีย่อมเกิดขึ้นตั้งแต่ขณะที่มีการล่วงเกินในทางชู้สาวกัน จําเลยที่ 2 มี ความสัมพันธ์กับจําเลยที่ 1 ทางชู้สาวอันเป็นการล่วงเกินในทางชู้สาวต่อจําเลยที่ 1 ในขณะที่ จําเลยที่ 1 ยังเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ สิทธิของโจทก์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่ขณะที่ยังไม่มีการหย่า แม้ภายหลังมีการจดทะเบียนหย่ากันแล้ว สิทธิในการฟ้องก็หาได้หมดสภาพ หรือถูกลบล้างตามไปด้วยไม่ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจําเลยที่ 2 ได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว