คลังเก็บป้ายกำกับ: ครอบครัว

ภริยาปลอมลายมือชื่อผู้อื่นสั่งจ่ายเช็คไปเบิกเงินธนาคาร แล้วนำเงินที่ได้มาซื้อทรัพย์สินหรือฝากไว้ในธนาคารระบุชื่อสามีและภริยาเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยสามีไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำด้วย ดังนี้จะถือว่าเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาหรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 1137/2559  หนี้ที่จําเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นมูลหนี้ละเมิดที่จําเลยที่ 1 กระทําขึ้นแต่ฝ่ายเดียวเป็นการเฉพาะตัว โดยไม่ปรากฏว่าจําเลยที่ 2 ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทําละเมิดของจําเลยที่ 1 ต่อโจทก์ และมูลหนี้ละเมิดไม่อาจให้สัตยาบันได้ ดังนั้น แม้จําเลยที่ 1 จะนําเงินที่ได้จากการทําละเมิดต่อโจทก์มาซื้อทรัพย์สินหรือฝากไว้ในธนาคารระบุชื่อจําเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของร่วมกัน ก็มิใช่หนี้ร่วมตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 จําเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีจําเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมกับจําเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ 

การทําสัญญาค้ำประกันเป็นการจัดการสินสมรสที่สามีและภริยาต้องจัดการร่วมกัน หรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 2934/2559 บริษัท ก. ได้กู้ยืมเงินโจทก์โดยมีจําเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องทําสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของบริษัทดังกล่าว ต่อมาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จําเลยที่ 1 ชําระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จําเลยที่ 1 ไม่ชําระ โจทก์จึงนําเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหุ้นประเภทหุ้นสามัญของบริษัท ร. ของจําเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสินสมรสของจําเลยที่ 1 กับผู้ร้องเพื่อบังคับชําระหนี้ตามคําพิพากษา ผู้ร้องขอให้กันส่วนหุ้นสามัญที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้สําหรับผู้ร้องกึ่งหนึ่งนั้น เมื่อไม่ได้ความว่าบริษัท ก. เป็นบริษัทที่ประกอบกิจการในครอบครัวของจําเลยที่ 1 กับผู้ร้อง ทั้งการ กู้ยืมเงินเป็นเรื่องที่บริษัท ก. เป็นผู้กู้ยืมเงินจากโจทก์ โดยหาใช่เป็นกรณีที่จําเลยที่ 1 เป็นผู้กู้ยืม เพื่อนําเงินมาใช้จ่ายในครัวเรือนของจําเลยที่ 1 กับผู้ร้องแต่อย่างใดไม่ ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงสัญญาค้ำประกันที่จําเลยที่ 1 ทําไว้แก่โจทก์ ก็จะเห็นได้ว่าจําเลยที่ 1 ทําสัญญายอมผูกพันตนต่อโจทก์เพื่อชําระหนี้ในเมื่อบริษัท ก. ไม่ชําระหนี้เงินกู้ยืมนั้น ซึ่งการเป็นผู้ค้ำประกัน ของจําเลยที่ 1 ดังกล่าวนอกจากจะเป็นการกระทําเพื่อประโยชน์แก่ผู้ให้กู้แล้ว ยังเป็นการกระทําเพื่อประโยชน์แก่บริษัท ก. ผู้กู้ เพื่อจะได้มีเงินมาใช้ในการประกอบกิจการของบริษัท แม้จําเลยที่ 1 จะเป็นกรรมการผู้มีอํานาจของบริษัท ก. แต่หนี้ที่เกิดขึ้นจากการทําสัญญา ค้ำประกันของจําเลยที่ 1 ก็มิใช่หนี้ที่เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจําเป็นสําหรับครอบครัวหรือเป็นหนี้เกี่ยวแก่การอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับ สินสมรสหรือเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานที่จําเลยที่ 1 และผู้ร้องทําด้วยกัน เมื่อหนี้ตามสัญญาค้ำประกันของจําเลยที่ 1 มิใช่หนี้ที่เป็นไปตามบทบัญญัติใน ป.พ.พ. มาตรา 1490 หนี้ประเภทนี้จึงมิใช่หนี้ที่จําเลยที่ 1 และผู้ร้องเป็นลูกหนี้ร่วมกัน แต่เป็นหนี้ส่วนตัวของจําเลยที่ 1 โดยแท้  

บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1476 มิได้บัญญัติให้การทําสัญญาค้ำประกันเป็นการจัดการสินสมรสที่สามีและภริยาต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอม จากอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งแปลความหมายได้ว่าจําเลยที่ 1 ผู้เป็นสามีของผู้ร้องสามารถทําสัญญาค้ำประกันได้ตามลําพัง โดยกฎหมายไม่ถือว่าเป็นการกระทําที่เกี่ยวข้องกับสินสมรสของทั้งสองฝ่าย ทั้งการที่ผู้ร้องเพิกเฉยมิได้โต้แย้งก็ไม่อาจฟังได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันแก่การทําสัญญาค้ำประกันของจําเลยที่ 1 เมื่อหนี้ของจําเลยที่ 1 ตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิใช่หนี้ที่จําเลยที่ 1 และผู้ร้องเป็นลูกหนี้ร่วมกัน โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษา จึงไม่อาจบังคับชําระหนี้เอาจากสินสมรสในส่วนของผู้ร้องได้โดยไม่จําต้องพิจารณาว่าจําเลยที่ 1 และผู้ร้องได้หย่าขาดจากกันแล้วหรือไม่ 

สิทธิของสามีที่จะเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ล่วงเกินภริยาไปในทางชู้สาว ในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จะหมดสภาพหรือถูกลบล้างไปหรือไม่ หากภายหลังมีการจดทะเบียนหย่ากัน

คำพิพากษาฎีกาที่ 2590/2561 บทบัญญัติ มาตรา 1523 วรรคสอง แห่ง ป.พ.พ. ให้สามีมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ล่วงเกินภริยาไปในทางชู้สาวได้ แม้ภริยาสมัครใจ หรือยินยอมให้ล่วงเกินไปในทํานองชู้สาว สามีก็มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนตามวรรคสองนี้ได้ เพราะการฟ้องเรียกค่าทดแทนตามวรรคสองนี้เป็นสิทธิของสามีโดยเฉพาะและสิทธิในการฟ้องของสามีย่อมเกิดขึ้นตั้งแต่ขณะที่มีการล่วงเกินในทางชู้สาวกัน จําเลยที่ 2 มี ความสัมพันธ์กับจําเลยที่ 1 ทางชู้สาวอันเป็นการล่วงเกินในทางชู้สาวต่อจําเลยที่ 1 ในขณะที่ จําเลยที่ 1 ยังเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ สิทธิของโจทก์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่ขณะที่ยังไม่มีการหย่า แม้ภายหลังมีการจดทะเบียนหย่ากันแล้ว สิทธิในการฟ้องก็หาได้หมดสภาพ หรือถูกลบล้างตามไปด้วยไม่ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจําเลยที่ 2 ได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว 

ภายหลังเกิดเหตุละเมิดเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย บิดาของผู้ตายตามความเป็นจริงได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาผู้ตาย ดังนี้ บิดาผู้ตายจะเรียกค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูจากผู้ทําละเมิดได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 6436/2562 

ขณะเกิดเหตุละเมิด จ. ผู้ตายเป็นบุตรนอกสมรสของผู้คัดค้านซึ่งอยู่กินฉันสามีภรรยา กับ ค. มารดาของผู้ตาย หลังจาก จ. ผู้ตายถึงแก่ความตายผู้คัดค้านได้จดทะเบียนสมรสกับมารดาของผู้ตาย เป็นผลให้ จ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้คัดค้านกับมารดาของผู้ตาย ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1557 บัญญัติให้การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายมีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด แม้เหตุละเมิดเกิดขึ้นขณะ จ. มีอายุ 21 ปีเศษ และถึงแก่ความตายไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อผู้คัดค้านและ ค. บิดามารดาของ จ. จดทะเบียนสมรสกัน ภายหลังย่อมมีผลให้ จ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายนับตั้งแต่วันที่ จ. เกิด จ. จึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดานับแต่นั้น การทำละเมิดเป็นเหตุให้ จ. ถึงแก่ความตาย ย่อมทำให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นบิดาขาดไร้อุปการะ การยอมรับหรือบังคับตามคําชี้ขาดไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน 

สามีนำที่ดินสินส่วนตัวไปจำนองประกันหนี้เงินกู้ หากต่อมาภริยาร่วมผ่อนชำระด้วย จะทำให้ที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสหรือไม่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1471 
วางหลักว่า สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน
(1) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส

ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของสามี เมื่อสามีนำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ของตน โดยมีภริยาร่วมผ่อนชำระด้วย ถือว่าการช่วยผ่อนชำระนั้นเป็นเพียงการช่วยชำระหนี้เงินกู้ให้แก่สามีเท่านั้น ดังนี้ ที่ดินสินส่วนตัวของสามีจึงยังคงเป็นสินส่วนตัวอยู่ดังเดิม ไม่กลับกลายเป็นสินสมรสแต่อย่างใด

คำพิพากษาฎีกาที่ 3943/2561 การที่ผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทแล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทก่อนที่ผู้ร้องกับจำเลยจะจดทะเบียนสมรสกัน ย่อมถือได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องมีอยู่ก่อนสมรสและเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (1) ส่วนการที่ต่อมาผู้ร้องนำที่ดินพิพาทที่ซื้อได้กรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของไปจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ก็เป็นสิทธิที่ผู้ร้องสามารถทำได้ และการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาจะร่วมผ่อนชำระด้วยก็เป็นเพียงการช่วยชำระหนี้เงินกู้ให้แก่ผู้ร้องเท่านั้น กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของร่วมกับผู้ร้องในที่ดินพิพาท 

บ้านพิพาทบนที่ดินพิพาทเป็นบ้านตึกสองชั้นที่ก่อสร้างขึ้นใหม่แทนบ้านหลังเดิมที่เป็นบ้านตึกชั้นเดียว แต่ยังคงใช้เลขที่บ้านเดิม และด้วยเงินที่ได้มาระหว่างสมรสของผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 และผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 ใช้บ้านหลังดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกัน พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าบ้านพิพาทก่อสร้างขึ้นโดยได้รับความยินยอมและอยู่ในความรู้เห็นของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท อันถือได้ว่าเข้าข้อยกเว้นในกรณีที่ผู้มีสิทธิในที่ดินของผู้อื่นใช้สิทธิปลูกสร้างไว้ในที่ดินนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 และไม่ถือว่าบ้านพิพาทเป็นทรัพย์ส่วนควบของที่ดินอันตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องแต่ผู้เดียว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 144 หากแต่บ้านพิพาทเป็นสินสมรสไม่ใช่สินส่วนตัว จึงยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของจำเลยที่ 1 กับผู้ร้อง 

ชายอื่นมาล่วงเกินภริยาในทำนองชู้สาวขณะที่ยังเป็นสามีภริยากัน หลังจากนั้นได้หย่ากัน อดีตสามีจะฟ้องชายผู้ซึ่งล่วงเกินอดีตภริยาให้จ่ายค่าทดแทนตามป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ได้หรือไม่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง วางหลักว่า สามีจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวก็ได้ และภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้

หลักเกณฑ์ มาตรา 1523 วรรคสอง
1. ชายและหญิง เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และ
2. มีผู้ล่วงเกินภริยาในทำนองชู้สาว

สิทธิการฟ้องเรียกค่าทดแทนของชายผู้เป็นสามีเกิดมีขึ้นตั้งแต่ขณะที่ชายอื่นกระทำการล่วงเกินในทำนองชู้สาวภริยาแล้ว การที่สามีมาฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชายอื่นภายหลังการจดทะเบียนหย่าย่อมสามารถกระทำได้เพราะสิทธิในการฟ้องเรียกค่าทดแทนของสามีมิได้หมดสภาพหรือถูกลบล้างเพราะการหย่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2590/2561 บทบัญญัติ มาตรา 1523 วรรคสอง แห่ง ป.พ.พ. ให้สามีมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากผู้ที่ล่วงเกินภริยาไปในทางชู้สาวได้ แม้ภริยาสมัครใจหรือยินยอมให้ล่วงเกินไปในทำนองชู้สาว สามีก็มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนตามวรรคสองนี้ได้ เพราะการฟ้องเรียกค่าทดแทนตามวรรคสองนี้เป็นสิทธิของสามีโดยเฉพาะและสิทธิในการฟ้องของสามีย่อมเกิดขึ้นตั้งแต่ขณะที่มีการล่วงเกินในทางชู้สาวกัน จำเลยที่ 2 มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ทางชู้สาวอันเป็นการล่วงเกินในทางชู้สาวต่อจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 ยังเป็นกริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ สิทธิของโจทก์ตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่ขณะที่ยังไม่มีการหย่า แม้ภายหลังมีการจดทะเบียนหย่ากันแล้ว สิทธิในการฟ้องก็หาได้หมดสภาพ หรือถูกลบล้างตามไปด้วยไม่ โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ตามบทบัญญัติดังกล่าว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4261/2560 วินิจฉัยแนวเดียวกัน

สามีได้รับการยกให้เเละได้ครอบครองที่ดินมาก่อนจดทะเบียนสมรส แต่จพง.ที่ดินได้ออกโฉนดให้หลังจากจดทะเบียนสมรส ที่ดินนั้นเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส

ป.พ.พ. มาตรา 1471 (1) วางหลักว่า สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส เเละ มาตรา
มาตรา 1474 (1) วางหลักว่า สินสมรสได้แก่ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส

เมื่อผู้ตายได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทจากบิดามารดาเเละได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินนั้นมากว่า 40 ปีเเล้ว ที่ดินนั้นย่อมเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนสมรส อันเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตามป.พ.พ.มาตรา 1471 (1) แม้เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ตายภายหลังจากผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับภริยาเเล้วก็ตาม ก็ไม่มีผลให้ที่ดินดังกล่าวกลายเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) เเต่อย่างใด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2851/2561 ผู้ตายได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทจากบิดามารดา ทำให้ผู้ตายมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินเพียงผู้เดียว อีกทั้งผู้ตายได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมากว่า 40 ปี อันเป็นเวลาก่อนที่ผู้ตายได้อยู่กินและจดทะเบียนสมรสกับผู้ร้องสอด ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนสมรส เป็นสินส่วนตัวของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (1) แม้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ตายหลังจากผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับผู้ร้องสอดแล้ว ก็ไม่มีผลทำให้ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายกลับกลายเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายได้มาในระหว่างสมรสอันจะเป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย ผู้ตายจึงมีสิทธิทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยได้

ในระหว่างสมรส จำเลยซื้อที่ดินเเละได้จดทะเบียนเป็นชื่อจำเลยแต่ผู้เดียว ที่ดินพิพาทจะเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวของจำเลย

ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) วางหลักว่า สินสมรสได้แก่ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส

เมื่อจำเลยนำเงินรายได้ที่ได้มาระหว่างสมรสซึ่งเป็นสินสมรสไปซื้อที่ดินพิพาทในระหว่างการสมรส แม้จำเลยจะจดทะเบียนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเเต่เพียงผู้เดียว ที่ดินดังกล่าวก็เป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8146/2560 เมื่อที่ดินพิพาท 4 แปลง ได้มาระหว่างสมรสแม้จะมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียวก็เป็นสินสมรสตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยกล่าวอ้างว่า ที่ดินพิพาท 4 แปลง ไม่ใช่สินสมรส จำเลยมีภาระการพิสูจน์ จำเลยประกอบอาชีพหมอนวดและมีรายได้ เงินที่ได้มาก็เป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคหนึ่ง (1) เมื่อนำไปซื้อที่ดินพิพาท 4 แปลง ที่ดินพิพาทย่อมเป็นสินสมรส

การทำนิติกรรมสำคัญเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามป.พ.พ. มาตรา 1574 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล มีผลทางกฎหมายอย่างไร

กรณีผู้เยาว์ทำนิติกรรมตามมาตรา 1574 ด้วยตนเอง

ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีที่ผู้เยาว์ทำนิติกรรมตามมาตรา 1574 ด้วยตนเองได้ ไม่จำต้องได้รับอนุญาตจากศาลเพราะมิใช่กรณีที่ผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมดังกล่าวแทนผู้เยาว์

ส่วนประเด็นว่านิติกรรมดังกล่าวมีผลสมบูรณ์หรือไม่ ให้ไปพิจารณาตามบทบัญญัติว่าด้วยความในการทำนิติกรรมของผู้เยาว์ กล่าวโดยย่อคือ ถ้าผู้เยาว์ทำนิติกรรมตามมาตรา 1574 ด้วยตนเอง โดยได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครอง นิติกรรมดังกล่าวย่อมมีผลสมบูรณ์ไม่ตกเป็นโมฆียะตามมาตรา 21

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3496/2537 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 ได้บัญญัติไว้เฉพาะในกรณีที่ผู้ใช้อำนาจปกครองของผู้เยาว์ทำนิติกรรมที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ผู้เยาว์เป็นผู้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเอง บิดาโจทก์เพียงแต่ลงลายมือชื่อในฐานะพยานเท่านั้นดังนี้ จึงไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาล สัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์ผู้เยาว์ทำขึ้น มี บ.ผู้แทนโดยชอบธรรมลงลายมือชื่อเป็นพยานในเอกสารนั้น ย่อมถือได้ว่าผู้แทนโดยชอบธรรมให้ความยินยอมแล้ว ดังนั้น สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงสมบูรณ์มีผลใช้บังคับได้ ไม่เป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 21

กรณีผู้ใช้อำนาจปกครอง คือ บิดาชอบด้วยกฎหมาย มารดาชอบด้วยกฎหมาย ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองที่ศาลแต่งตั้ง ทำนิติกรรมตามมาตรา 1574 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล

แนวที่ 1 นิติกรรมดังกล่าวไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ และมิได้ตกเป็นโมฆะหรือโมฆียะ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8308/2561 ว. เป็นมารดาของผู้คัดค้านทั้งสามย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง มีอำนาจจัดการทรัพย์สินของบุตรผู้เยาว์ ซึ่งทรัพย์สินหมายความรวมถึงสิทธิเรียกร้องอันเป็นวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ บทบัญญัติมาตรา 1574 มีเจตนารมณ์คุ้มครองประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์โดยให้ศาลกำกับดูแล การฝ่าฝืนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อนก็ไม่ได้ตัดอำนาจทำนิติกรรมแทนของผู้ใช้อำนาจปกครอง ไม่เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ทำให้นิติกรรมนั้นเป็นโมฆะหรือโมฆียะกรรม คงมีผลเพียงไม่ผูกพันบุตรผู้เยาว์ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่มีสิทธิกล่าวอ้างเพื่อตัดอำนาจของผู้ใช้อำนาจปกครอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยตามแนวนี้ เช่น 6838/2555, 7776/2551, 3830/2542, 5225/2533, 876/2555

แนวที่ 2 นิติกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะเพราะกฎหมายห้ามไว้อย่างชัดแจ้งว่า ผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำนิติกรรมตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 1574 มิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12115/2555 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 บัญญัติว่า “ทรัพย์สิน หมายความรวมทั้งทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้” ดังนั้น สิทธิการเช่าจึงเป็นทรัพย์สิน และเป็นสิทธิเรียกร้องอย่างหนึ่ง ซึ่งตกอยู่ภายใต้การบังคับคดีตามกฎหมาย จึงอาจจำหน่ายจ่ายโอนแก่บุคคลอื่นได้เพื่อได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าแทนตน สิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุ ทะเบียนราชพัสดุที่ ชร.360 จึงเป็นทรัพย์สินของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ในขณะนั้น และตกอยู่ภายใต้บังคับของบทบัญญัติมาตรา 1574 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันเป็นมาตรการคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ ซึ่งผู้เยาว์นั้นต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของผู้ใช้อำนาจปกครอง อันได้แก่ บิดาและ/หรือมารดา ในบทมาตราดังกล่าวนี้บัญญัติว่า “…ผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต…” และมีอนุมาตราแสดงการกระทำที่ต้องห้ามไว้สิบสามอนุมาตรา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติมาตราดังกล่าวเป็นบทเคร่งครัดที่จะต้องปฏิบัติตาม ลักษณะที่เป็นบทเคร่งครัดของมาตรา 1574 ประกอบกับการเป็นบทบัญญัติที่ห้ามกระทำไว้อย่างชัดแจ้งนั้น ทำให้นิติกรรมใดที่ได้กระทำลงโดยฝ่าฝืน คือ หากเข้าองค์ประกอบตามมาตรา 1574 (1) ถึง (13) แล้ว นิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆะทันที ตามมาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติว่า “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย…การนั้นเป็นโมฆะ” และการที่นางบัวเรียวในฐานะผู้ปกครองและผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ในขณะนั้นทำนิติกรรมโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุ ทะเบียนราชพัสดุที่ ชร.360 ที่โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าศาลอนุญาตให้กระทำการเช่นนั้นได้ โดยการนำสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุ ทะเบียนราชพัสดุที่ ชร.360 ของโจทก์ทั้งสองโอนให้แก่จำเลยเพื่อเป็นการชำระหนี้ที่นางบัวเรียวเป็นหนี้จำเลยเกี่ยวกับการซื้อขายพลอยโดยตีราคาสิทธิการเช่าดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 3,000,000 บาท นั้น เป็นการทำนิติกรรมอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (11) นั่นคือ นำทรัพย์สินไปแสวงหาผลประโยชน์นอกจากในกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1598/4 (1) (2) หรือ (3) เมื่อนางบัวเรียวผู้แทนโดยชอบธรรมต้องห้ามโดยกฎหมายมิให้ทำนิติกรรมโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุ ทะเบียนราชพัสดุที่ ชร.360 แทนโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ในขณะนั้นโดยลำพังแล้ว จะถือว่าการที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์ยินยอมให้นางบัวเรียวผู้แทนโดยชอบธรรมทำนิติกรรมดังกล่าวมีผลว่านางบัวเรียว ผู้แทนโดยชอบธรรมทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลก่อน หาเป็นเช่นนั้นไม่ หากกรณีดังกล่าวสามารถทำเช่นนั้นได้ก็เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ต้องขออนุญาตจากศาล และเป็นการผิดไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย ดังนั้น การทำนิติกรรมโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุทะเบียนราชพัสดุที่ ชร.360 ตามสำเนาแบบคำร้องขอโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุ และสำเนาบันทึกข้อความที่ทำขณะที่โจทก์ทั้งสองยังเป็นผู้เยาว์อยู่ ได้กระทำลงโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 1574 (11) นิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆะทันทีตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น นอกจากนี้ยังเป็นกิจกรรมที่ประโยชน์ของผู้ใช้อำนาจปกครองขัดกับประโยชน์ของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล กิจการนั้นย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1575 ถือเสมือนว่ามิได้มีนิติกรรมการโอนสิทธิการเช่าที่ดินราชพัสดุทะเบียนราชพัสดุที่ ชร.360 เกิดขึ้นเลย สิทธิการเช่าดังกล่าวยังคงเป็นของโจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยรับโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวไว้ แม้จะอ้างว่ารับโอนโดยสุจริตก็หามีผลทำให้จำเลยกลับมีสิทธิตามนิติกรรมโอนสิทธิการเช่าดังกล่าวไม่ และป็นกรณีมิใช่โมฆียกรรม ไม่อาจให้สัตยาบันหรือบอกล้างนิติกรรมได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยตามแนวนี้ เช่น 533/2552, 8438/2547,9414/2542, 2140/2536, 1072/2527, 4006/2526, 1056/2525, 1837/2523

อ่านเพิ่มเติม