คลังเก็บหมวดหมู่: ทั่วไป

ผู้กู้ชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดเวลาตามสัญญาบ้างหรือไม่ครบบ้าง แต่ผู้ให้กู้ก็ยอมรับชำระหนี้ไว้โดยไม่ทักท้วง จะถือว่าผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้เมื่อใด ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ หากผู้ให้กู้ไม่มีหนังสือบอกกล่าวกล่าวทวงถามให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ผู้ให้กู้จะมีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกันหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 1279/2562 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 บัญญัติว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้เรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ค้ำประกันที่จะชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ            
สัญญากู้ยืมเงินเพื่อการบริโภค ข้อ 3 ระบุว่าตกลงผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 8,500 บาท ยกเว้นเดือนสุดท้าย มีกำหนดชำระ 180 งวด เริ่มผ่อนชำระตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2553 เป็นต้นไป และชำระให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 … ส่วนสัญญาข้อ 4 ระบุว่า ถ้าผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้เงินต้นและ/หรือดอกเบี้ยงวดหนึ่งงวดใดผู้กู้ยอมถือว่าผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด  ยินยอมให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราไม่เกินดอกเบี้ยสูงสุดที่ผู้ให้กู้พึงเรียกได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในขณะทำสัญญากู้มีอัตราเท่ากับร้อยละ 19 ต่อปี ของยอดเงินกู้คงเหลือ ณ วันที่ผิดนัด แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลบัญชีสินเชื่อปรากฏว่านับแต่ทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์เรื่อยมาจนกระทั่งในงวดเดือนกันยายน 2555 และงวดเดือนตุลาคม 2555 จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ อันเป็นการผิดสัญญาข้อ 4 ย่อมต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ ต่อมาจำเลยที่ 1  ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2555 และชำระเรื่อยมาแม้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดเวลาตามสัญญาบ้างหรือไม่ครบบ้าง แต่โจทก์ก็ยอมรับชำระหนี้ไว้โดยที่ไม่ได้ทักท้วงย่อมแสดงว่าโจทก์ไม่ถือระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาเป็นสาระสำคัญ หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวไปยังผู้กู้ให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระโดยกำหนดเวลาพอสมควรก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถาม โดยจำเลยที่ 1 ได้รับเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2559 จึงครบกำหนดชำระหนี้ในวันที่ 20 เมษายน 2559 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย จำเลยที่ 1 จึงผิดนัดชำระหนี้เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 และภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์ไม่มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ทายาทของยนายสัญชัย ผู้ค้ำประกันชำระหนี้จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง  ที่แก้ไขใหม่โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นผลให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์

การได้มาซึ่งสิทธิเหนือพื้นดินไม่ได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่จะอ้างสิทธิเหนือพื้นดินดังกล่าวมาบังคับเอาแก่บุคคลภายนอกซึ่งซื้อที่ดินมาโดยรู้ว่าเจ้าของที่ดินเดิมได้ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินไว้ ได้หรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 7210/2560 เดิมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 38174 เป็นของ ม. โดย ม. ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ซึ่งขณะนั้นมีสถานะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลอรัญญิกดำเนินการก่อสร้างท่อประปารางระบายน้ำและสายไฟฟ้าในที่ดินที่พิพาท ต่อมา ม. ถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทเป็นมรดกได้แก่ บ. ซึ่งเป็นทายาท บ. ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า ตลอดจนท่อประปาและท่อระบายน้ำทิ้งที่จำเลยที่ 1 ก่อสร้างไว้ออกไปจากที่ดินพิพาท แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รื้อถอนเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า ท่อประปาและท่อระบายน้ำทิ้งที่อยู่ในที่ดินพิพาทได้หรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิในการก่อสร้างและติดตั้งเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้าตลอดจนวางท่อประปาและท่อระบายน้ำทิ้งของจำเลยที่ 1 ในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นของผู้อื่นมีลักษณะเป็นสิทธิเหนือพื้นดินอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และเป็นทรัพยสิทธิที่ก่อตั้งขึ้นตามมาตรา 1298 และมาตรา 1410 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดย ม. เจ้าของที่ดินพิพาทในขณะนั้นเป็นผู้ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินแก่จำเลยที่ 1 ตามบันทึกข้อความ อันเป็นนิติกรรมการได้มาซึ่งทรัพยสิทธิดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ที่ไม่บริบูรณ์เว้นแต่จะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามนัยมาตรา 1299 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีความหมายว่า สิทธิของผู้ทรงสิทธิไม่บริบูรณ์ในฐานะเป็นทรัพยสิทธิที่ตกติดไปกับตัวทรัพย์หรือที่ดินโดยผลของกฎหมาย ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินต้องยอมรับสิทธิเหนือพื้นดินอันเป็นคุณแก่ผู้ทรงสิทธิที่มีอยู่เหนือที่ดินแปลงนั้น เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการได้มาซึ่งสิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การได้มาซึ่งสิทธิเหนือพื้นดินของจำเลยที่ 1 จึงไม่บริบูรณ์ในฐานะเป็นทรัพยสิทธิ จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจอ้างสิทธิเหนือพื้นดินตามนิติกรรมที่ทำไว้กับ ม. เจ้าของที่ดินพิพาทเดิมซึ่งเป็นเพียงบุคคลสิทธิมาบังคับเอาแก่โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ ไม่ว่าโจทก์จะซื้อที่ดินพิพาทมาโดยรู้ว่าเจ้าของที่ดินพิพาทเดิมได้ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินไว้หรือไม่ นิติกรรมที่ก่อให้เกิดสิทธิเหนือพื้นดินแก่จำเลยที่ 1 ตามบันทึกข้อความย่อมไม่ผูกพันโจทก์ เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนเสาไฟฟ้า สายไฟฟ้าตลอดจนท่อประปาและท่อระบายน้ำทิ้ง อันเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 โดยชอบแล้ว จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รื้อถอนทรัพย์ดังกล่าวออกไปจากที่ดินพิพาทได้

ภริยาปลอมลายมือชื่อผู้อื่นสั่งจ่ายเช็คไปเบิกเงินธนาคาร แล้วนำเงินที่ได้มาซื้อทรัพย์สินหรือฝากไว้ในธนาคารระบุชื่อสามีและภริยาเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยสามีไม่มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำด้วย ดังนี้ จะถือว่าเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภรรยาหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 1137/2559 หนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นมูลหนี้ละเมิดที่จำเลยที่ 1 กระทำขึ้นแต่ฝ่ายเดียวเป็นการเฉพาะตัว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ และมูลหนี้ละเมิดไม่อาจให้สัตยาบันได้ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะนำเงินที่ได้จากการทำละเมิดต่อโจทก์มาซื้อทรัพย์สินหรือฝากไว้ในธนาคารระบุชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของร่วมกัน ก็มิใช่หนี้ร่วมตามความหมายแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1490 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีจำเลยที่ 1 ไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์

คดีความผิดต่อส่วนตัวที่มีผู้เสียหายหลายคน หากผู้เสียหายคนหนึ่งถอนคำร้องทุกข์ก็ดี หรือมิได้ฟ้องหรือร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ทำให้คดีขาดอายุความก็ดี จะมีผลต่อผู้เสียหายคนอื่นด้วยหรือไม่

1.กรณีถอนคำร้องทุกข์

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 39
  สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ดังต่อไปนี้…
(2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย

ปัจจุบันมีแนวคำพิพากษาฎีกาวางหลักไว้ 2 แนวคือ

  • แนวที่ 1 ในคดีความผิดต่อส่วนตัวที่มีผู้เสียหายหลายคน ถ้าผู้เสียหายคนหนึ่งถอนคำร้องทุกข์ สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องของผู้เสียหายทุกคนย่อมระงับไปทั้งหมด

คำพิพากษาฎีกาที่ 7832/2556 จำเลยกับพวกร่วมกันยักยอกรถยนต์ของธนาคาร ธ. ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อขณะอยู่ในความครอบครองของ ส. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อ เมื่อขณะเกิดเหตุกระทำความผิดผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์รถที่เช่าซื้อ การกระทำของจำเลยกับพวกย่อมทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับความเสียหายโดยตรง แม้ผู้เสียหายที่ 2 ไปแจ้งความร้องทุกข์ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายที่ 1 แต่ก็ถือว่าได้ร้องทุกข์ในฐานะที่ผู้เสียหายที่ 2 เป็นผู้เสียหายด้วยเช่นกัน ผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ และมีอำนาจในการถอนคำร้องทุกข์

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์เป็นความผิดต่อส่วนตัวและคดียังไม่ถึงที่สุด ผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ เมื่อก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกา ผู้เสียหายที่ 2 ถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)

คำพิพากษาฎีกาที่ 115/2535 ขณะที่ ป. ร้องทุกข์ขอให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ยักยอกเงินของโจทก์ไปนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัด มี ป. ก. ส. และจำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นกรรมการ โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการร่วมกับจำเลยที่ 2 หรือ ป. คนใดคนหนึ่งรวมเป็น 2 คน และประทับตราสำคัญของโจทก์ทำการแทนโจทก์ได้ การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ยักยอกเงินของโจทก์ บรรดาผู้ถือหุ้นซึ่งมีประโยชน์ได้เสียร่วมกับโจทก์นั้นย่อมได้รับความเสียหายโดยนิตินัย ย่อมถือว่า ป. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการคนหนึ่งของโจทก์เป็นผู้เสียหาย จึงมีสิทธิฟ้องคดีอาญาหรือแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ฐานยักยอกทรัพย์ของโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2), 123 ประกอบด้วยมาตรา 2 (4) ต่อมา ป. ได้ถอนคำร้องทุกข์นั้น ดังนั้นไม่ว่า ป. จะดำเนินการดังกล่าวทั้งหมดในฐานะกระทำการแทนโจทก์หรือในฐานะผู้ถือหุ้น สิทธิที่โจทก์จะนำคดีอาญามาฟ้องก็ย่อมระงับไป ตามมาตรา 39 (2)

  • แนวที่ 2 ในคดีความผิดต่อส่วนตัวที่มีผู้เสียหายหลายคน ถ้าผู้เสียหายคนหนึ่งถอนคำร้องทุกข์ สิทธิในการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 39 (2) เฉพาะผู้เสียหายที่ถอนคำร้องทุกข์เท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7246/2543 จำเลยฎีกาว่า ในความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความกันได้ ผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่ผู้เสียหายได้รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดคดีเป็นอันขาดอายุความ แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225 จำเลยจึงยกปัญหานี้ขึ้นฎีกาได้
แม้โจทก์ร่วมทั้งสี่ไม่ประสงค์จะเอาความผิดแก่จำเลยและภายหลังโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้ถอนคำร้องทุกข์จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง แต่โจทก์ร่วมที่ 2 มิได้ร่วมเจรจาตกลงกับจำเลยด้วย และโจทก์ร่วมที่ 2 มิได้แถลงว่าไม่ประสงค์จะเอาความผิดแก่จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงและมิได้ถอนคำร้องทุกข์จำเลย ดังนั้น สิทธิของโจทก์ที่จะนำคดีอาญาตามความผิดฐานฉ้อโกงมาฟ้องจำเลย สำหรับโจทก์ร่วมที่ 2 จึงยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)

2. กรณีคดีขาดอายุความ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 39
  สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ดังต่อไปนี้…
(6) เมื่อคดีขาดอายุความ

ในคดีความผิดต่อส่วนตัวที่มีผู้เสียหายหลายคน หากผู้เสียหายคนหนึ่งมิได้ฟ้องหรือร้องทุกข์ภายใน 3 เดือน นับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 96 ซึ่งทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของผู้เสียหายทุกคนระงับไปตามมาตรา 39 (6)

คำพิพากษาฎีกาที่ 386/2551 แม้ บ. ผู้เช่าซื้อยังชำระราคาค่าเช่าซื้อไม่ครบถ้วน กรรมสิทธิ์ในรถยนต์บรรทุกดังกล่าวยังเป็นของ ว. ผู้ให้เช่าซื้อ แต่ บ. ก็มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์จากรถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อนั้นและมีหน้าที่ต้องส่งคืนรถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อในสภาพเรียบร้อยแก่ ว. ผู้ให้เช่าซื้อ หากมีกรณีต้องคืน เมื่อจำเลยทั้งสองยักยอกชิ้นส่วนอุปกรณ์ของรถยนต์บรรทุกดังกล่าวไปจาก บ. บ. ย่อมได้รับความเสียหายจึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองได้เช่นเดียวกับ ว. เจ้าของรถยนต์บรรทุกดังกล่าว คดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อ บ. รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2541 แต่มีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2542 ซึ่งเกินกว่าสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิด และรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96

คำพิพากษาฎีกาที่ 3085/2537 ล. เป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของบริษัท ลัดสุภาอินเตอร์เทรด จำกัด เช่นเดียวกับโจทก์ ล. จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้เช่นเดียวกับโจทก์ คดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อ ล. ไม่ได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96

รับสมาชิก Line Square ฎีกาใหม่ by อ.เป้ อ.ตูน

อยากได้มั้ย #ฎีกาใหม่ ดีๆ จาก อ.เป้ อ.ตูน ในทุกๆวัน ถ้าอยากได้ มาเป็นสมาชิก #LineSquare ฎีกาใหม่ by อ.เป้ อ.ตูน ด่วน !!! สมาชิก 1,000 คนแรก สมัครฟรี ! กดเข้าร่วมร่วมที่นี่  https://line.me/ti/g2/ZOZQB3Y1HF

อ่านเพิ่มเติม

ยินดีต้อนรับนักกฎหมายทุกท่าน

 

อาจารย์เป้ อาจารย์ตูน และทีมวิชาการสมาร์ทลอว์ติวเตอร์ ได้จัดทำเว็บไซท์นี้ขึ้นเพื่อเป็นแหล่งรวมคำพิพากษาศาลฎีกาใหม่ หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่นักศึกษากฎหมายทุกท่านครับ

ท่านที่สนใจสมัครเรียนกับอ.เป้ อ.ตูน สามารถสอบถามรายละเอียดและโปรโมชั่นได้ที่ Line @smartlawtutor  หรือโทร 086-987-5678 คอร์สที่เปิดสอนมีดังนี้

  • คอร์สทนายความ ภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ (ตั๋วรุ่น) ผู้ฝึกงาน 1 ปี (ตั๋วปี) ปากเปล่า
  • คอร์สเนติ 4 กลุ่มวิชา ได้แก่ อาญา แพ่ง วิอาญา วิแพ่ง และปากเปล่า
  • คอร์สกฎหมายรายวิชาสำหรับป.ตรี
  • คอร์สกฎหมายรายวิชาสำหรับเตรียมสอบผู้ช่วย
  • คอร์สสอนเทคนิคการเรียน เช่น การท่องตัวบท การอ่านหนังสือให้จำได้ การเขียนตอบข้อสอบ
  • คอร์สพัฒนาชีวิต สอนการสร้างความสำเร็จ การเงิน การลงทุน
  • คอร์สภาษาอังกฤษ Basic English Grammar, Toeic