คลังเก็บหมวดหมู่: หุ้นส่วนบริษัท

การดำเนินกิจการของบริษัทจำกัด กรรมการบริษัทเกิดความขัดแย้งกันจนมีการฟ้องร้องเป็นคดีอาญา และมีการตกลงกันในคดีอาญาว่าจะดำเนินการชำระบัญชีและเลิกบริษัท หลังจากนั้นไม่มีการดำเนินการเพื่อเลิกบริษัท กรณีดังกล่าว จะฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เลิกบริษัท และตั้งผู้ชำระบัญชีหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 6712/2561 การเลิกบริษัทจำกัด ต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1236 หรือมาตรา 1237 ซึ่งเป็นกรณีที่มีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งให้บริษัทจำกัดเลิกกันตามมาตรา 1236(1)ถึง(5)หรือมีเหตุที่ศาลอาจสั่งให้เลิกบริษัทจำกัดตามมาตรา 1237(1)ถึง(4) ที่โจทก์ขอให้ศาลสั่งเลิกบริษัทจำเลยที่ 1  ได้อาศัยข้ออ้างว่า ในคดีอาญาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ตกลงกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีดังกล่าวว่าจะดำเนินการเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 และชำระบัญชี ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวหาได้เป็นเหตุที่จะเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติมาตรา 1236 หรือมาตรา 1237 ไม่ การตกลงกันเช่นนั้นเป็นเพียงความประสงค์ของโจทก์ และจำเลยที่ 2 ที่ไม่ต้องการทำกิจการร่วมกันต่อไป แต่การตกลงกันจะเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ จะต้องดำเนินการตามมาตรา 1236(4) โดยอาศัยมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ซึ่งต้องมีการนัดเรียกประชุมและลงมติตามกฎหมาย มิใช่อ้างแต่เพียงข้อตกลงที่จะเลิกบริษัทโดยไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติ ส่วนปัญหาที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 มีความขัดแย้งกันจนดำเนินคดีอาญาและเป็นปฏิปักษ์กันนั้น แม้ทำให้เกิดข้อขัดข้องในการจัดการงานของจำเลยที่ 1 ในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ตาม แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ทำการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการโดยให้จำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป อีกทั้งความขัดแย้งในการบริหารงานของบริษัทก็หาใช่เหตุที่ศาลสั่งเลิกบริษัทตามมาตรา 1237 ได้ไม่

ห้างหุ้นส่วนจำกัดมีหนี้ตามคำพิพากษา แต่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ยังไม่ครบถ้วน หากนายทะเบียนขีดชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดออกเสียจากทะเบียน เจ้าหนี้จะฟ้องหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดให้รับผิดในหนี้ดังกล่าวได้หรือไม่

ประมวลกฎหมายเเพ่งเเละพาณิชย์
มาตรา 1273/3 วางหลักว่า
เมื่อสิ้นกำหนดเวลาตามที่แจ้งในหนังสือบอกกล่าวตามมาตรา 1273/1 หรือมาตรา 1273/2แล้ว และห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท หรือผู้ชำระบัญชีมิได้แสดงเหตุให้เห็นเป็นอย่างอื่น นายทะเบียนจะขีดชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นออกเสียจากทะเบียนก็ได้ ในการนี้ ให้ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นสิ้นสภาพนิติบุคคลตั้งแต่เมื่อนายทะเบียนขีดชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทออกเสียจากทะเบียน แต่ความรับผิดของหุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้เป็นหุ้นส่วน กรรมการ ผู้จัดการ และผู้ถือหุ้นมีอยู่เท่าไรก็ให้คงมีอยู่อย่างนั้นและพึงเรียกบังคับได้เสมือนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นยังมิได้สิ้นสภาพนิติบุคคล

แม้นายทะเบียนจะขีดชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดออกจากทะเบียน ทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นสิ้นสภาพบุคคลเเล้วก็ตาม เเต่ความรับผิดของหุ้นส่วนผู้จัดการ เจ้าหนี้ย่อมสามารถเรียกให้ชำระหนี้ได้เสมือนห้างหุ้นส่วนยังไม่สิ้นสภาพบุคคล เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดยังชำระหนี้ตามตามคำพิพากษาเเก่เจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ครบถ้วน หุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดย่อมต้องรับผิดในหนี้ของห้างหุ้นส่วนนั้นโดยไม่จำกัดจำนวนตามมาตรา 1070 ประกอบมาตรา 1077 (2) อีกทั้งถือว่าหุ้นส่วนจำกัดความรับผิดนั้นเป็นลูกหนี้ร่วม ซึ่งเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกให้ชำระหนี้จากห้างหุ้นส่วนหรือหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งก็ได้ตามมาตรา 291 ดังนั้น เจ้าหนี้ย่อมสามารถฟ้องหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับให้รับผิดในหนี้ของห้างได้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนตามมาตรา 1273/3

คำพิพากษาฎีกาที่ 6389/2561 จำเลยในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. และเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดซึ่งต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดโดยไม่จำกัดจำนวน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1070 และมาตรา 1077 (2) ถึงแม้ว่านายทะเบียนจะขีดชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. ออกเสียจากทะเบียนเป็นเหตุให้ห้างหุ้นส่วนสิ้นสภาพบุคคลแล้ว แต่ความรับผิดชอบของหุ้นส่วนผู้จัดการมีอยู่เท่าไรก็ให้คงมีอยู่อย่างนั้นและพึงเรียกบังคับได้เสมือนห้างหุ้นส่วนนั้นยังมิได้สิ้นสภาพนิติบุคคล ตามมาตรา 1273/3 กับทั้งจำเลยย่อมอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ดังนั้น เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. ผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิเรียกชำระหนี้จากห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. หรือจำเลยคนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงก็ได้ตามแต่จะเลือก ตามมาตรา 291 เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสองได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 2363-2364/2546 ของศาลชั้นต้นยังไม่ครบถ้วน โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. ซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดได้

กรรมการคนเดียวเรียกประชุมฯผู้ถือหุ้น โดยมิได้เรียกประชุมคณะกรรมการก่อน ต่อมามีการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นและลงมติ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1161 วางหลักว่า ข้อปรึกษาซึ่งเกิดเป็นปัญหาในประชุมกรรมการนั้นให้ชี้ขาดตัดสินเอาเสียงข้างมากเป็นใหญ่ ถ้าและคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ผู้เป็นประธานเป็นผู้ออกเสียงชี้ขาด

มาตรา 1162 วางหลักว่า กรรมการคนหนึ่งคนใดจะนัดเรียกให้ประชุมกรรมการเมื่อใดก็ได้

มาตรา 1172 วางหลักว่า กรรมการจะเรียกประชุมวิสามัญเมื่อใดก็ได้สุดแต่จะเห็นสมควร

หลักเกณฑ์ในการเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น
1. มีการประชุมกรรมการบริษัทเพื่อมีมติเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น
2. มีมติเสียงข้างมากของกรรมการบริษัทให้เรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น
3. มีการเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น

การเรียกประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1172 นั้น ต้องให้กรรมการเป็นผู้นัดเรียกประชุมและมีลำดับขั้นตอนตามมาตรา 1162 ประกอบ 1161 ก่อน ซึ่งคำว่า “กรรมการ” ตามมาตรา 1172 หมายความถึง “คณะกรรมการ” มิใช่กรรมการเพียงคนเดียวที่จะสามารถเป็นผู้เรียกประชุมฯผู้ถือหุ้นได้ ดังนี้ หากกรรมการเพียงคนเดียวนัดเรียกประชุมฯผู้ถือหุ้น และดำเนินขั้นตอนมาจนถึงการลงมติ จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1040/2561 คำว่า กรรมการ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1172 วรรคหนึ่ง หมายถึงคณะกรรมการ มิได้หมายถึงกรรมการคนหนึ่งคนใดหรือหลายคน
การจะเรียกประชุมใหญ่วิสามัญตาม ป.พ.พ. มาตรา 1172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ กรรมการคนหนึ่งคนใดชอบที่จะนัดเรียกประชุมกรรมการเพื่อพิจารณากันเสียก่อนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1162 มติของคณะกรรมการจะต้องถือเอาเสียงข้างมากเป็นใหญ่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1161 การที่ผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นกรรมการเรียกประชุมใหญ่โดยมิได้กระทำตามขั้นตอนดังกล่าว การนัดเรียกประชุมใหญ่ตลอดจนการประชุมและการลงมติจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2518 ข้อบังคับของบริษัทจำเลยมีว่า “การประชุมวิสามัญจะเรียกประชุมเมื่อใดก็ได้ ในเมื่อคณะกรรมการบริษัทเห็นสมควร หรือผู้ถือหุ้นรวมกันนับจำนวนหุ้นได้ถึงหนึ่งในห้าของหุ้นทั้งหมด ทำหนังสือขอให้เรียกประชุมวิสามัญ” ตามข้อบังคับข้อนี้กำหนดให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการที่จะเรียกประชุม มิใช่กรรมการคนใดคนหนึ่งแต่เพียงคนเดียว แม้ว่าผู้ถือหุ้นรวมกันทำหนังสือขอให้เรียกประชุมวิสามัญ ก็จะต้องทำหนังสือถึงคณะกรรมการ แล้วคณะกรรมการเป็นผู้เรียกประชุม
ปรากฏว่า ม.กรรมการเพียงคนเดียวเป็นผู้เรียกประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2513 โดยไม่ได้เสนอคำร้องขอของผู้ถือหุ้นต่อคณะกรรมการบริหารของบริษัทจำเลยตามข้อบังคับ ในวันประชุม ส.ประธานกรรมการบริษัทจำเลยได้สั่งระงับการประชุม ม.ยอมรับคำสั่งแต่โดยดี แต่แล้วกลับละเมิดคำสั่งได้ดำเนินการประชุมต่อไป ที่ประชุมแต่งตั้ง ท.เป็นประธานของที่ประชุม โดยที่ ท.มิได้มีคุณสมบัติตามข้อบังคับที่จะเป็นได้การประชุมดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยข้อบังคับ คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามมติของที่ประชุมครั้งนั้นจึงเป็นคณะกรรมการที่ไม่ชอบ ไม่มีอำนาจบริหารและไม่มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2513 มติต่าง ๆ ของที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 11 ตุลาคม 2513 จึงไม่มีผล

กรรมการบริษัทสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้ แต่มิได้ระบุในเช็คว่ากระทำการแทนบริษัท หากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ใครต้องรับผิดชำระเงินตามเช็ค

แนวที่ 1 กรณีกรรมการบริษัทลงลายมือชื่อและประทับตราสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ของบริษัท แต่มิได้ระบุว่าทำแทนบริษัท กรรมการไม่ต้องรับผิด (ฎ.2144/2525 ภาคปกติ, 778/2536 ภาคปกติ)

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 778/2536 (ภาคปกติ) เจ้าหนี้มอบเงินให้จำเลยที่ 1 เพื่อร่วมลงทุน จำเลยที่ 1ออกเช็คพิพาทมอบให้เจ้าหนี้เพื่อเป็นหลักประกัน เช็คพิพาทมี ป.กับจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายโดยมิได้ประทับตราของจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 มิได้เขียนว่ากระทำการแทน แต่การที่ ป. กับจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 เป็นการแสดงออกถึงความประสงค์ของนิติบุคคลโดยผู้แทนของนิติบุคคล จึงเป็นการกระทำในนามของจำเลยที่ 1 มิใช่การกระทำของตัวแทนที่ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงินแทนตัวการ แต่มิได้เขียนแถลงว่ากระทำแทนบุคคลอื่น ซึ่งบุคคลนั้นต้องรับผิดตามความในตั๋วเงินนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 901 จำเลยที่ 2ไม่ต้องรับผิด

 แนวที่ 2 กรรมการลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คเพื่อชำระหนี้ของบริษัท แต่มิได้ประทับตรา และมิได้ระบุว่าทำแทนบริษัท บริษัทและกรรมการต้องร่วมกันรับผิดตามมาตรา 900,901 (ฎ.5998/2537 ภาคปกติ, 7121/2539 ภาคปกติ, 5415/2560 ภาคปกติ)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5415/2560 (ภาคปกติ) แม้จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล การดำเนินการใดๆ ย่อมต้องทำผ่านทางผู้แทนคือ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน และการสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับของจำเลยที่ 2 ถือเป็นการกระทำตามหน้าที่ภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ขณะออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับ จำเลยที่ 2 มีอำนาจกระทำแทนจำเลยที่ 1 โดยลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับ โดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรณีที่สืบเนื่องมาจากหนังสือของธนาคารแห่งประเทศไทย และเป็นไปตามเงื่อนไขระหว่างจำเลยที่ 1 เจ้าของเช็ค กับธนาคารตามเช็ค ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 และตราสารจัดตั้งที่ได้จดทะเบียนไว้ ประกอบกับในเรื่องตั๋วเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้บุคคลผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็ค และมาตรา 901 บัญญัติให้บุคคลผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คปฏิเสธความรับผิดตามเนื้อความในเช็คได้ก็ต่อเมื่อกระทำแทนบุคคลอื่นและเขียนแถลงว่ากระทำการแทนบุคคลอื่นเท่านั้น ดังนั้น การที่เช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย โดยไม่ได้ประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 และไม่ได้เขียนข้อความให้เห็นว่ากระทำแทนจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 กระทำในนามส่วนตัวด้วย และต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดตามเนื้อความในเช็คชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

ห้างหุ้นส่วนสามัญ หุ้นส่วนคนหนึ่งสั่งซื้อสินค้าอันเป็นไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นจะต้องผูกพันและร่วมรับผิดด้วยโดยไม่จำกัดจำนวน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1050  การใด ๆ อันผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งได้จัดทำไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้น ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนย่อมมีความผูกพันในการนั้น ๆ ด้วย และจะต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้ อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้น

หลักเกณฑ์ ป.พ.พ. มาตรา 1050
1.หุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งดำเนินการในฐานะหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญ
2.การนั้นเป็นกิจการในทางธรรมดาการค้าของห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น
3.หุ้นส่วนหมดทุกคนมีความผูกพันในการนั้นด้วย
4.หุ้นส่วนหมดทุกคนต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้

การที่หุ้นส่วนคนหนึ่งสั่งซื้อของโดยดำเนินการในฐานะหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนสามัญ โดยเป็นการดำเนินการอันเป็นทางธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1050 ผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นย่อมต้องผูกพันในการนั้นด้วย

คำพิพากษาฎีกาที่ 5563/2561 จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับบุคคลในครอบครัวของจำเลยที่ 1 ตกลงเข้ากันเพื่อประกอบกิจการร้าน น. ร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์แบ่งปันผลกำไรระหว่างกัน จึงเข้าลักษณะเป็นสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012
การที่จำเลยที่ 2 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เป็นการดำเนินการในฐานะหุ้นส่วนของร้าน น. อันเป็นไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วน จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 2 ย่อมมีความผูกพันในการนั้นๆ ด้วย และจะต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1050 

คำบอกกล่าวเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ได้ลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่นับถึงวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นได้ 6 วัน หากได้มีการประชุมและมีการลงมติ จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1175 วรรคหนึ่ง วางหลักว่า คำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ให้ลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราวก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนที่มีชื่อในทะเบียนของบริษัทก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน …

มาตรา 1195  การประชุมใหญ่นั้นถ้าได้นัดเรียกหรือได้ประชุมกัน หรือได้ลงมติฝ่าฝืนบทบัญญัติในลักษณะนี้ก็ดี หรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทก็ดี เมื่อกรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดร้องขึ้นแล้ว ให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้นเสีย แต่ต้องร้องขอภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันลงมตินั้น

หลักเกณฑ์
1. คำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1175
1.1 ให้ลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราวก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่า 7 วัน และ
1.2 ส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนที่มีชื่อในทะเบียนของบริษัทก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
2. การประชุมที่ฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1175
3. กรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งร้องขอต่อศาลให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ที่ผิดระเบียบ
4. ต้องร้องขอภายใน 1 เดือน

บริษัทจำกัดส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้น หากปรากฏว่าขั้นตอนการลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ฯ เมื่อนับถึงวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นนับได้เพียง 6 วันเท่านั้น ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1175 วางหลักขั้นตอนการบอกกล่าวเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นไว้ว่าต้องลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่ก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่า 7 วัน จึงทำให้การประชุมในครั้งนี้เป็นการประชุมที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา 1175 ประกอบมาตรา 1195 เมื่อกรรมการหรือผู้ถือหุ้นร้องขอต่อศาลภายใน 1 เดือน ศาลต้องเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ที่ผิดระเบียบนั้นเสีย

คำพิพากษาฎีกาที่ 3996/2561  ป.พ.พ. มาตรา 1175 และ 1195 ได้กำหนดขั้นตอนการบอกกล่าวเรียกประชุมผู้ถือหุ้นไว้ว่าต้องลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราวก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และต้องส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนที่มีชื่อในทะเบียนบริษัทก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน โดยมุ่งประสงค์ให้มีการแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้าว่าบริษัทจะได้จัดให้มีการประชุมใหญ่ในกิจการใด ที่ใด เมื่อใด เพื่อผู้ถือหุ้นจะได้มีโอกาสเตรียมตัวสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นได้โดยเต็มที่ เพื่อไม่ให้ผู้บริหารเอาเปรียบดำเนินการรวบรัดในการประชุม แม้ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะมิได้บัญญัติถึงผลของการไม่ปฏิบัติตามในเรื่องคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ จะต้องเป็นโมฆะหรือเสียเปล่าก็ตาม แต่ก็ให้สิทธิกรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้นเสีย โดยต้องร้องขอภายในเดือนหนึ่งนับแต่วันลงมตินั้น ถ้าหากไม่มีการร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบภายในเดือนหนึ่งแล้ว มติของที่ประชุมดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้ ผู้ใดจะขอให้เพิกถอนไม่ได้ 
คำบอกกล่าวกล่าวเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ได้ลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่ เมื่อนับถึงวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ได้เพียง 6 วัน คำบอกกล่าวเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น จึงลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่ก่อนวันนัดประชุมไม่ครบเจ็ดวัน อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 1175 วรรคหนึ่ง ทำให้การนัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นจึงไม่ชอบ และเป็นผลให้มติที่ประชุมในวันดังกล่าวเป็นมติอันผิดระเบียบตามมาตรา 1195 ซึ่งโจทก์ในฐานะกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทสามารถร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5510/2540 และ 3623/2527 วินิจฉัยไว้แนวเดียวกัน

อ่านเพิ่มเติม

ผู้ถือหุ้นใช้สิทธิลงมติปลดประธานกรรมการ และแต่งตั้งตนเองเป็นประธานกรรมการบริษัทแทน ถือว่าผู้ถือหุ้นนั้นได้ลงมติในเรื่องที่ตนมีส่วนได้เสียเป็นพิเศษ อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1185 หรือไม่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1185 วางหลักว่า ผู้ถือหุ้นคนใดมีส่วนได้เสียเป็นพิเศษในข้ออันใดซึ่งที่ประชุมจะลงมติ ท่านห้ามมิให้ผู้ถือหุ้นคนนั้นออกเสียงลงคะแนนด้วยในข้อนั้น

คำว่า ” ส่วนได้เสียพิเศษ “ ในกรณีนี้คือการที่บุคคลนั้นมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับบริษัทยิ่งกว่าผลประโยชน์ที่มีในฐานะผู้ถือหุ้น เช่น ในกรณีที่มีการลงมติซื้อที่ดินของผู้เริ่มก่อการผู้เริ่มก่อการซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินไม่สามารถลงคะแนนเสียงได้เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้เสียพิเศษ โดยมีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องยิ่งกว่าผลประโยชน์ที่มีในฐานะผู้ถือหุ้น

การที่ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งในบริษัท ลงคะแนนออกเสียงถอดถอนประธานกรรมการบริษัทในการประชุมผู้ถือหุ้นนั้น ถือเป็นการใช้สิทธิโดยปกติธรรมดาในการจัดการบริษัทจำกัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1144 และ มาตรา 1151 แม้ผู้ถือหุ้นคนนั้นจะแต่งตั้งตนเองเป็นประธานกรรมการบริษัทแทนประธานกรรมการบริษัทคนเดิมก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวก็มิใช่การให้สิทธิประโยชน์แก่ตนเองในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นกรณีพิเศษ แม้ผู้ถือหุ้นคนนั้นจะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องดังกล่าวก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงส่วนได้เสียตามธรรมดาหาใช่ส่วนได้เสียเป็นพิเศษแต่อย่างใดไม่ ดังนี้ การกระทำดังกล่าวของผู้ถือหุ้นจึงไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1185

คำพิพากษาฎีกาที่ 6454/2561 ป.พ.พ. มาตรา 1175 วรรคหนึ่ง กำหนดให้แจ้งวันนัดประชุมใหญ่บริษัทด้วยการลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่และส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนั้น ก็เพื่อมุ่งประสงค์ให้มีการแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้าเพื่อผู้ถือหุ้นจะได้เตรียมตัวสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นอันจะเป็นประโยชน์แก่บริษัทได้เต็มที่ จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือขอเชิญประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 4 เมษายน 2557 เรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 22 เมษายน 2557 โดยจัดส่งหนังสือเชิญประชุมไปยังภูมิลำเนาของผู้ถือหุ้นทุกคนทางไปรษณีย์ตอบรับและลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราวก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันตามบทบัญญัติดังกล่าวและตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 แล้ว การเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 22 เมษายน 2557 จึงชอบด้วยกฎหมาย

ป.พ.พ. มาตรา 1185 มีความหมายเพียงว่า ห้ามมิให้ออกเสียงลงมติเฉพาะผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษเกี่ยวกับข้อซึ่งที่ประชุมจะลงมติเท่านั้น เมื่อการแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการบริษัท เป็นเรื่องปกติของการบริหารจัดการบริษัทซึ่งต้องอยู่ภายใต้การควบคุมหรือครอบงำของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ดังนั้นผู้ถือหุ้นย่อมมีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการบริษัทได้ โดยถือตามคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รับรองสิทธิของผู้ถือหุ้นในการควบคุมดูแลการ
จัดการงานของบริษัท การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิออกเสียงปลดโจทก์ทั้งสองออกจากกรรมการและปลดโจทก์ที่ 1 ออกจากประธานกรรมการ และแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 แทน จึงเป็นปกติธรรมดาของวิธีการจัดการบริษัทจำกัดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1144 และ มาตรา 1151 นอกจากนี้การที่ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือ
หุ้นมีมติให้ถอดถอนโจทก์ทั้งสองออกจากกรรมการและถอดถอนโจทก์ที่ 1 ออกจากประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 และแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการแทน ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 หลุดพ้นจากการถูกตรวจสอบการบริหารงานของจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการและจำเลยที่ 3 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 ยังคงต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัทและอยู่ในความครอบงำหรือการควบคุมของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นอยู่ต่อไป ดังนั้น การออกเสียงลงคะแนนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการให้สิทธิประโยชน์แก่ตนเองในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นกรณีพิเศษแม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องดังกล่าวก็เป็นเพียงส่วนได้เสียตามธรรมดาหาใช่ส่วนได้เสียเป็นพิเศษที่จะถึงกับต้องห้ามไม่ให้ร่วมลงมติตามมาตรา 1185 แต่อย่างใดไม่ การออกเสียงลงมติของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1246/2520 วินิจฉัยแนวเดียวกัน

อ่านเพิ่มเติม

ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น มีผู้รับมอบฉันทะของผู้ถือหุ้นมาประชุมเพียงคนเดียว โดยผู้ถือหุ้นคนนั้นถือหุ้นร้อยละ 40 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด การประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1178 วางหลักว่า ในการประชุมใหญ่ ถ้าไม่มีผู้ถือหุ้นมาเข้าประชุมรวมกันแทนหุ้นได้ถึงจำนวนหนึ่งในสี่แห่งทุนของบริษัทเป็นอย่างน้อย ที่ประชุมจะปรึกษากิจการใดหาได้ไม่

มาตรา 1180 วางหลักว่า ในการประชุมผู้ถือหุ้นทั่วไปเป็นประชุมใหญ่ทุก ๆ ครั้ง ให้ผู้เป็นประธานในสภากรรมการนั่งเป็นประธาน ถ้าประธานกรรมการเช่นว่านี้ไม่มีตัว หรือไม่มาเข้าประชุมจนล่วงเวลานัดไปแล้วสิบห้านาที ให้ผู้ถือหุ้นทั้งหลายซึ่งอยู่ในที่นั้นเลือกผู้ถือหุ้นคนหนึ่งในจำนวนซึ่งมาประชุมขึ้นนั่งเป็นประธาน

มาตรา 1190 วางหลักว่า ในการประชุมใหญ่ ข้อมติอันเสนอให้ลงคะแนน ให้ตัดสินด้วยวิธีชูมือ เว้นแต่เมื่อก่อนหรือในเวลาที่แสดงผลแห่งการชูมือ มีผู้ถือหุ้นสองคนเป็นอย่างน้อยติดใจร้องขอให้ลงคะแนนลับ

มาตรา 1195 การประชุมใหญ่นั้นถ้าได้นัดเรียกหรือได้ประชุมกัน หรือได้ลงมติฝ่าฝืนบทบัญญัติในลักษณะนี้ก็ดี หรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทก็ดี เมื่อกรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดร้องขึ้นแล้ว ให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้นเสีย แต่ต้องร้องขอภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันลงมตินั้น

เนื่องจากป.พ.พ. มาตรา 1180 วางหลักให้มีประธานในที่ประชุม และมาตรา 1190 วางหลักให้ในกรณีที่มีผู้ถือหุ้นประสงค์จะลงคะแนนลับ ต้องให้ผู้ถือหุ้น 2 คนขึ้นไปเป็นอย่างน้อยประสงค์ให้ลงคะแนนลับ เห็นได้ว่ากฎหมายประสงค์ให้บรรดาผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับกิจการของบริษัท ดังนั้น โดยสภาพแล้ว การประชุมใหญ่ของบริษัทจะมีผู้ถือหุ้นประชุมเพียงคนไม่ได้ การที่ผู้รับมอบฉันทะของผู้ถือหุ้นมาประชุมเพียงคนเดียวและมีมติ จึงเป็นการประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนใดคนหนึ่งย่อมมีสิทธิฟ้องเพิกถอนต่อศาลได้ภายในกำหนดเวลา 1 เดือนนับแต่วันที่ลงมติตามมาตรา 1195

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3074/2560 ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวแสดงชัดว่าในการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น กฎหมายมุ่งประสงค์ให้บรรดาผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับกิจการของบริษัท โดยมีประธานดำเนินการประชุมและมีการเสนอข้อมติให้ที่ประชุมออกเสียงลงคะแนน การประชุมจึงเป็นการร่วมกันปรึกษาหารือซึ่งที่ประชุมจะต้องมีบุคคลอย่างน้อยสองคนเป็นผู้เข้าประชุม เพื่อร่วมกันพิจารณาตัดสินข้อมติต่าง ๆ ที่เสนอต่อที่ประชุม หาใช่บุคคลเพียงคนเดียวจะทำการประชุมได้โดยลำพังไม่

การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทผู้คัดค้านมี ว. ผู้รับมอบฉันทะของ ก. เป็นผู้ถือหุ้นที่มาประชุมเพียงคนเดียว แม้ ก. ถือหุ้น 200,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 40 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดก็ตาม แต่ผู้ถือหุ้นเพียงคนเดียวย่อมไม่อาจดำเนินการประชุมและมีมติใด ๆ ตามกฎหมายได้ การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น และการลงมติเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการจึงเป็นไปโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติอันเป็นข้อปฏิบัติของการประชุมใหญ่และไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องในฐานะผู้ถือหุ้นมีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมอันผิดระเบียบนั้นเสียได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195

ข้อสังเกต แต่ถ้าเป็นกรณีการประชุมกรรมการ หากบริษัทจำกัดนั้นมีกรรมการเพียงคนเดียว กรรมการคนเดียวสามารถเป็นองค์ประชุมและมีมติได้ เพราะกฎหมายมิได้บังคับว่ากรรมการบริษัทต้องมีหลายคน

กรรมการก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท แต่บริษัทไม่ฟ้อง ผู้ถือหุ้นจะฟ้องกรรมการและขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนสำเนาเอกสารต่างๆ และให้สำเนาต่างๆ ตกเป็นโมฆะ ได้หรือไม่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง วางหลักว่า ถ้ากรรมการทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัท บริษัทจะฟ้องร้องเรียกเอาสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้

หลักเกณฑ์ของมาตรา 1169วรรคหนึ่ง
1. กรรมการก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท
2. บริษัท (และกรรมการผู้มีอำนาจอื่น ถ้ามี) ไม่ยอมฟ้องร้อง
3. ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะฟ้องคดีเองก็ได้ แต่ต้องฟ้องให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัท

แม้ ป.พ.พ. มาตรา 1169 จะให้สิทธิผู้ถือหุ้นฟ้องร้องเรียกเอาสินไหมทดแทนแก่กรรมการที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทได้ ในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้องก็ตาม เเต่ก็ให้สิทธิเฉพาะฟ้องเพื่อเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการเท่านั้น จะฟ้องโดยมีคำขออื่นๆไม่ได้ การที่ผู้ถือหุ้นฟ้องกรรมการโดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาให้เพิกถอนสำเนาเอกสารต่างๆ และให้สำเนาต่างๆ ตกเป็นโมฆะย่อม ไม่ใช่เป็นการฟ้องเพื่อเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการผู้ทำให้บริษัทเสียหาย อันมาตรา 1169 ให้อำนาจไว้ ดังนั้น ผู้ถือหุ้นจึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนสำเนาเอกสารต่างๆเเละให้สำเนาต่างๆตกเป็นโมฆะได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4065/2561 บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1169 เป็นกรณีที่ผู้ถือหุ้นใช้สิทธิฟ้องแทนหรือฟ้องเพื่อประโยชน์ของบริษัทเฉพาะกรณีที่บริษัทไม่ฟ้องและเป็นการฟ้องเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการของบริษัทเท่านั้น แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ท. โดยมีคำขอให้พิพากษาว่า หนังสือยืนยันการชำระค่าหุ้นและการเก็บรักษาค่าหุ้น สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น และบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตกเป็นโมฆะกับให้เพิกถอนสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ดังกล่าว หาใช่เป็นการฟ้องเพื่อเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสามไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในส่วนนี้

ผู้ถือหุ้นฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมและให้โอนทรัพย์สินกลับมาเป็นของบริษัทไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4605/2561 โจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริงในบริษัทจำเลยที่ 1 โดยบรรดาผู้ถือหุ้นทุกคนของบริษัทจำเลยที่ 1 ถือหุ้นแทนโจทก์ หากเป็นจริงดังที่กล่าวอ้าง โจทก์ก็มีสถานะเป็นเพียงผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ซึ่งผู้ที่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นของบริษัท ไม่ได้เป็นกรรมการบริษัทซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคลของบริษัท จะมีสิทธิแต่เพียงควบคุมการดำเนินงานของกรรมการบริษัทบางประการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น หาอาจก้าวล่วงเข้าไปจัดการงานของบริษัทเสียเองได้ไม่ หรือหากกรรมการทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัท ซึ่งบริษัทมีสิทธิจะฟ้องร้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนแก่กรรมการแล้วบริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้ตามมาตรา 1169 วรรคหนึ่ง อันเป็นการใช้สิทธิของบริษัทเพื่อประโยชน์ของบริษัท แต่ผู้ถือหุ้นหาอาจจะเข้ามาดำเนินการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมสัญญาที่กรรมการบริษัทกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้นิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายทรัพย์สินตามฟ้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 5 เป็นโมฆะ และให้โอนทรัพย์สินกลับมาเป็นของจำเลยที่ 1 ตามเดิม หากไม่สามารถกระทำได้ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินแทน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ฟังขึ้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 3193/2558, 2481/2552, 6250/2541 วินิจฉัยเเนวเดียวกัน

หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดซึ่งออกจากห้างหุ้นส่วนไปเเล้วต้องรับผิดในหนี้ของห้างฯที่เกิดขึ้นก่อนที่ตนออกจากหุ้นส่วนหรือไม่

ประมวลกฎหมายเเพ่งเเละพาณิชย์

มาตรา 1077 วางหลักว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทหนึ่ง ซึ่งมีผู้เป็นหุ้นส่วนสองจำพวก คือ
(1) ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีจำกัดความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนนั้น และ
(2) ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนไม่มีจำกัดจำนวน

มาตรา 1095  ตราบใดห้างหุ้นส่วนจำกัดยังมิได้เลิกกัน ตราบนั้นเจ้าหนี้ของห้างย่อมไม่มีสิทธิจะฟ้องร้องผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้

แต่เมื่อห้างหุ้นส่วนนั้นได้เลิกกันแล้ว เจ้าหนี้ของห้างมีสิทธิฟ้องร้องผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้เพียงจำนวนดังนี้ คือ
(1) จำนวนลงหุ้นของผู้เป็นหุ้นส่วนเท่าที่ยังค้างส่งแก่ห้างหุ้นส่วน
(2) จำนวนลงหุ้นเท่าที่ผู้เป็นหุ้นส่วนได้ถอนไปจากสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วน (3) จำนวนเงินปันผลและดอกเบี้ยซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้รับไปแล้วโดยทุจริตและฝ่าฝืนต่อบทมาตรา 1084

มาตรา 1068  วางหลักว่า ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน อันเกี่ยวแก่หนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนออกจากหุ้นส่วนนั้น ย่อมมีจำกัดเพียง 2 ปีนับแต่เมื่อออกจากหุ้นส่วน

มาตรา 1080  วรรคหนึ่ง วางหลักว่า บทบัญญัติว่าด้วยห้างหุ้นส่วนสามัญข้อใด ๆ หากมิได้ยกเว้นหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปโดยบทบัญญัติแห่งหมวด 3 นี้ ท่านให้นำมาใช้บังคับแก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดด้วย

โดยหลักแล้วหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ย่อมมีความผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดตามป.พ.พ. มาตรา 1077 (1) และในระหว่างที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดยังมิได้เลิกกัน เจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดย่อมไม่มีสิทธิที่จะฟ้องร้องผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดตามมาตรา 1095 วรรคหนึ่ง กรณีนี้จึงนำมาตรา 1068 ประกอบมาตรา 1080 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับแก่หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ได้ ดังนั้น หุ้นส่วนจำกัดความรับผิดที่ออกจากห้างฯแล้วไปแล้วจึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ของห้างฯที่เกิดขึ้นขณะที่ตนเป็นหุ้นส่วน แม้ยังอยู่ภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ออกจากห้างฯก็ตาม

คำพิพากษาฎีกาที่ 251/2562 ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด เดิมโจทก์มีหุ้นส่วน 2 คน คือ จำเลยเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและนายสมนึกเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ต่อมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้นายสมนึกเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและจำเลยเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดและต่อมามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้บริษัทบ้านตาลโฮลดิ้ง จำกัด เข้ามาเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดแทนจำเลยที่ออกจากการเป็นหุ้นส่วนของโจทก์ ในระหว่างที่จำเลยยังคงเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดของโจทก์ โจทก์โดยจำเลยและนายสมนึกขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ให้แก่นายสำราญ โจทก์ชำระภาษีแล้ว ต่อมากรมสรรพากรแจ้งโจทก์ว่าชำระภาษีไม่ถูกต้องให้ชำระภาษีที่ยังขาด เบี้ยปรับ เงินเพิ่มและภาษีบำรุงท้องที่ 1,407,548.25 บาท โจทก์ชำระให้แก่กรมสรรพากรครบถ้วนแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระของโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า หนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2554 ในขณะนั้นจำเลยยังคงเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดของโจทก์ โจทก์และจำเลยยังไม่ทราบเรื่องที่มีการเสียภาษีไม่ถูกต้อง ต่อมาวันที่ 18 มีนาคม 2558 (ที่ถูก 2556) โจทก์จดทะเบียนให้จำเลยออกจากการเป็นหุ้นส่วนของโจทก์โดยมีการคืนจำนวนลงหุ้นแก่จำเลย 28,000,000 บาท หากโจทก์และจำเลยทราบเรื่องที่เสียภาษีไม่ถูกต้องเสียก่อน จำเลยก็จะได้รับจำนวนลงหุ้นคืนน้อยกว่าจำนวนดังกล่าว เมื่อหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระเกิดขึ้นในขณะที่จำเลยยังคงเป็นหุ้นส่วนของโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระในฐานะหุ้นส่วนของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1051 โจทก์ชอบที่จะไล่เบี้ยเรียกเอาเงินที่ชำระแทนไปก่อน 703,774 บาท จากจำเลยได้นั้น เห็นว่าเมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแล้วย่อมมีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนตามมาตรา 1015 ทรัพย์สินและหนี้สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดย่อมมิใช่ทรัพย์สินและหนี้สินของผู้เป็นหุ้นส่วนโดยตรง ส่วนการที่ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งออกจากหุ้นส่วนไปแล้วจะยังคงต้องรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนได้ออกจากหุ้นส่วนไปตามมาตรา 1051 นั้น เป็นกรณีที่บทบัญญัติดังกล่าวมุ่งหมายจะใช้บังคับแก่ห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งหุ้นส่วนทุกคนจะต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้อันได้ก่อขึ้นเพราะจัดการไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้น แตกต่างจากผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ซึ่งจะมีความผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดตามมาตรา 1077 (1) และในระหว่างที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดยังมิได้เลิกกัน เจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดย่อมไม่มีสิทธิที่จะฟ้องร้องผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดตามมาตรา 1095 วรรคหนึ่ง แต่หากห้างหุ้นส่วนจำกัดเลิกกันแล้ว ความรับผิดชอบของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดต่อเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดย่อมจำกัดอยู่เพียงจำนวน ลงหุ้นที่ยังค้างส่งหรือได้ถอนไปจากสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัดกับเงินปันผลซึ่งได้รับไปแล้วโดยทุจริตและฝ่าฝืนต่อข้อห้ามที่มิให้แบ่งเงินปันผลหรือดอกเบี้ยนอกจากผลกำไรซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัดทำมาค้าได้ตาม มาตรา 1095 วรรคสอง (1) (2) และ (3) เท่านั้น กรณีจึงไม่อาจนำมาตรา 1051 มาใช้บังคับแก่หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ตามมาตรา 1080 วรรคหนึ่ง แม้หนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระของโจทก์จะเกิดขึ้นในระหว่างที่จำเลยยังคงเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดของโจทก์ก็ถือมิได้ว่าเป็นหนี้สินของจำเลย เมื่อจำเลยออกจากการเป็นหุ้นส่วนของโจทก์ไปแล้วโดยมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้บริษัทบ้านตาลโฮลดิ้ง จำกัด เข้ามาเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดแทนจำเลยในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันย่อมต้องถือว่าความเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดของจำเลยได้ถูกแทนที่โดยบริษัทบ้านตาลโฮลดิ้ง จำกัด แล้ว แม้จำเลยจะได้รับเงินจากการถอนหุ้นด้วย แต่ก็เป็นเพียงการจ่ายเงินเพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างจำเลยกับโจทก์และนายสมนึก ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 167/2556 ของศาลชั้นต้นและได้ความตามคำขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนว่าจำนวนลงหุ้นของจำเลยถูกแทนที่ด้วยจำนวนลงหุ้นของบริษัทบ้านตาล โฮลดิ้ง จำกัด เช่นกัน หนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระที่โจทก์ชำระให้แก่กรมสรรพากรไปนั้น จึงเป็นค่าใช้จ่ายของโจทก์ที่จะต้องนำไปคิดคำนวณกำไรขาดทุนในระหว่างผู้ที่ยังคงเป็นหุ้นส่วนกันต่อไปตามสัญญาหุ้นส่วน โจทก์จะนำหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระดังกล่าวมาไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยไม่ได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรค้างชำระ ของโจทก์

อ่านเพิ่มเติม