คลังเก็บหมวดหมู่: หุ้นส่วนบริษัท

ประเด็น ! แม้การเรียกประชุมใหญ่จะทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่มติจากการประชุมดังกล่าวมิได้ตกเป็นโมฆะ ถ้ากรรมการหรือผู้ถือหุ้นไม่ได้ฟ้องเพิกถอนภายใน 1 เดือนนับแต่วันลงมติ มติจากการประชุมดังกล่าวย่อมใช้บังคับได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 3996/2561 ตามมาตรา 1175 ได้กำหนดขั้นตอนการบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นไว้ว่าต้องลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราวก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และต้องส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนที่มีชื่อในทะเบียนบริษัทก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันโดยมุ่งประสงค์ให้มีการแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้าว่าบริษัทจะได้จัดให้มีการประชุมใหญ่ในกิจการใด ที่ใด เมื่อใด เพื่อผู้ถือหุ้นจะได้มีโอกาสเตรียมตัวสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นได้โดยเต็มที่ เพื่อไม่ให้ผู้บริหารเอาเปรียบดำเนินการรวบรัดในการประชุม แม้ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะมิได้บัญญัติถึงผลของการไม่ปฏิบัติตามในเรื่องคําบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่จะต้องเป็นโมฆะหรือเสียเปล่าก็ตาม แต่ก็ให้สิทธิกรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบนั้นเสีย โดยต้องร้องขอภายในเดือนหนึ่งนับแต่วันลงมตินั้นตามมาตรา 1195 ถ้าหากไม่มีการร้องขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่อันผิดระเบียบภายในเดือนหนึ่งแล้วมติของที่ประชุมดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์ใช้บังคับได้ ผู้ใดจะขอให้เพิกถอนไม่ได้

ประเด็น : ที่ประชุมใหญ่มีผู้ถือหุ้นเข้าประชุมคนเดียว มีหุ้นไม่ถึง 1 ใน 4 และมีบุคคลภายนอกร่วมประชุม กรรมการหรือผู้ถือหุ้นคนอื่นฟ้องเพิกถอนมติที่ประชุมได้ แม้เกิน 1 เดือนนับแต่วันลงมติ

คำพิพากษาฎีกาที่ 6713/2561 ในการประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2546 มีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบไปด้วยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นจำนวน 300,000 หุ้นจากจำนวนทั้งหมด 1,500,000 หุ้น และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ซึ่งมิใช่ผู้ถือหุ้น ดังนี้นอกจากลำพังจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเป็นจำนวนไม่ถึงหนึ่งในสี่ของทุนบริษัทจะไม่สามารถเป็นองค์ประชุมที่จะปรึกษา กิจการอันใดของบริษัทตามมาตรา 1178 ได้แล้ว การที่ไม่มีผู้ถือหุ้นของบริษัทเข้าร่วมประชุมตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไปย่อมทำให้ไม่ อาจดำเนินการประชุมหรือลงมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทได้โดยสภาพ อีกทั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ซึ่งมิใช่ผู้ถือหุ้นของ บริษัทยังเข้าร่วมและลงมติด้วย จึงไม่มีลักษณะเป็นการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทเป็นการทั่วไปตามมาตรา 1171 วรรคหนึ่งและ วรรคสอง เช่นนี้ การประชุมดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท กรณีหาใช่เป็นเพียงมติที่ประชุมใหญ่ ของบริษัทอันผิดระเบียบเพราะมีการประชุมและลงมติโดยฝ่าฝืนมาตรา 1178 แต่ต้องถือว่าการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2546 มิได้เกิดขึ้นจริงและไม่มีการประชุมกันจริง คงมีเพียงการลงมติที่ประชุมของจำเลยทั้งเก้าซึ่งนำไปใช้อ้างต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทว่าเป็นการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทเพื่อใช้ในการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการและอำนาจกรรมการเท่านั้นอันเป็นการมิชอบด้วยกฎหมายและกรณีมีเหตุต้องเพิกถอนมติที่ประชุมของจำเลยทั้งเก้าดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมของจำเลยทั้งเก้าซึ่งอ้างว่าเป็นการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2546 จึงมิใช่การฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ของบริษัท อันผิดระเบียบตามมาตรา 1195 และไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องฟ้องขอให้เพิกถอนภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันลงมตินั้น แม้โจทก์จะฟ้องคดีนี้พ้นกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันที่การลงมติที่ประชุมของ จำเลยทั้งเก้าแล้ว โจทก์ก็มีสิทธิฟ้องคดีนี้  

ประเด็น !!! ข้อบังคับของบริษัทกำหนดให้กรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญในการทำสัญญาแทนบริษัท แต่ถ้ากรรมการเพียงคนเดียวแสดงเจตนาเลิกจ้าง การเลิกจ้างนั้นมีผลผูกพันบริษัทแล้ว ลูกจ้างมีอำนาจฟ้องบริษัทได้ (ฎ.7811/2560) แต่กรรมการไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว (ฎ.10006/2559)

คำพิพากษาฎีกาที่  7811/2560 ผู้ทำการแทนบริษัทก็คือกรรมการของบริษัทซึ่งมีฐานะเป็นผู้แทนแสดงความประสงค์ของ บริษัทตาม ป.พ.พ. มาตรา 70 วรรคสอง แต่กรรมการก็คงมีอำนาจหน้าที่จัดการงานของบริษัทตามที่บริษัทมอบหมายและตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ตลอดจนต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อบังคับของบริษัทและอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่ตามมาตรา 1144 และตามผลของมาตรา 1167 กรรมการมีฐานะเป็นผู้แทนและเป็นเสมือนตัวแทนของบริษัทด้วย โดยกรรมการต้องมีการจดทะเบียนตามมาตรา 1157 และถือว่ากรรมการที่มีชื่อปรากฏอยู่ในทะเบียนเป็นกรรมการของบริษัท . คดีนี้ ศ. เป็นกรรมการของจำเลย ตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท ศ. จึงเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการงานของจำเลย เว้นแต่การลงลายมือชื่อผูกพันจำเลยเท่านั้นที่ ศ. ต้องลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการอื่นรวมเป็น 2 คน และประทับตราสำคัญของจำเลยตามที่ระบุไว้ในหนังสือรับรองนั้น (การกระทำการอื่นๆไม่ต้องลงลายมือชื่อร่วมกัน) ส่วนที่จำเลยกำหนดให้ ศ. อยู่ในงานด้าน MKT. Advisor ตามแผนผังองค์กรก็เป็นเพียงการกำหนดตำแหน่งงานในส่วนของ MKT. โดยไม่ปรากฏว่ามีการจำกัดอำนาจหน้าที่จัดการงานในส่วนอื่นในฐานะกรรมการ อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้ ศ. พ้นจากการเป็นกรรมการของจำเลย ศ. จึงเป็นผู้แทนของจำเลยในการแสดงความประสงค์ของจำเลย และเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลในการจัดการงานของจำเลย จึงเป็นนายจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5
คำพิพากษาฎีกาที่  10006/2559 แม้จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 ย่อมมีฐานะเป็นนายจ้างของโจทก์ตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 เป็นนายจ้างโดยตรงของโจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน กิจการใดอันตัวแทนได้กระทำไปในขอบอำนาจของตัวแทนนั้นเป็นการกระทำของตัวการ จำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวการต้องผูกพันต่อบุคคลภายนอกในการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ได้กระทำไปภายในวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ไม่ผูกพันรับผิดเป็นส่วนตัวต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1167 และมาตรา 820 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวต่อโจทก์

ประเด็น !!! ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเลิกกันแล้ว หุ้นส่วนมีข้อพิพาทในผลสรุปของการชำระบัญชี หุ้นส่วนคนหนึ่งฟ้องขอให้คืนทุนหรือแบ่งผลกำไรได้ แม้การชำระบัญชียังไม่เสร็จ

คำพิพากษาฎีกาที่ 7028/2561 เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเลิกกันและไม่ปรากฏว่าหุ้นส่วนได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่น จึงต้องจัดให้มีการชำระบัญชีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง ซึ่งมาตรา 1061 วรรคสาม บัญญัติให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดด้วยกันจัดทำหรือให้บุคคลอื่นซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตั้งแต่งขึ้นนั้นเป็นผู้จัดทำ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า หุ้นส่วนได้ตกลงร่วมกันชำระบัญชีโดยได้เริ่มต้นกระบวนการชำระบัญชีทำการรวบรวมรายรับรายจ่ายเพื่อการจัดทำบัญชีและทำการชำระหนี้ค้างชำระแก่ธนาคารผู้ให้กู้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกแล้ว แต่เกิดข้อโต้แย้งขึ้นในขั้นตอนสรุปผลกำไรขาดทุนของห้างหุ้นส่วนเพราะผู้เป็นหุ้นส่วนอ้างค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน เป็นเหตุให้ไม่สามารถจัดการชำระบัญชีต่อไปได้ จึงเป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนหนึ่ง โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้คืนทุนและแบ่งผลกำไร

ประเด็น : หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดและจัดการชำระบัญชีได้

   คำพิพากษาฎีกาที่ 734/2561  โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีผู้เป็นหุ้นส่วน 6 คน คือ โจทก์ทั้งสี่ อ. สามีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด และจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 2 บริหารกิจการห้างฯ จำเลยที่ 1 ในลักษณะก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อมามีมติเสียงข้างมากให้โจทก์ที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแทนจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงต่อนายทะเบียน จำเลยที่ 2 ใช้อำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการในการลงมติแต่งตั้ง ถอดถอนกรรมการของบริษัท ผ. และบริษัท ท. ที่ห้างฯ จำเลยที่ 1 ถือหุ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวก โจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 2 ต่างฟ้องร้องดำเนินคดีแพ่งและอาญาจากมูลเหตุการบริหารงานของห้างฯ จำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีหนังสือฉบับลงวันที่ 24 มิถุนายน 2556 บอกเลิกห้างฯ เป็นเวลามากกว่า 6 เดือน ก่อนสิ้นรอบปีชำระบัญชีขอให้เลิกห้างและจัดการชำระบัญชีนั้น ตามคำฟ้องจึงเป็นการบรรยายสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ทั้งสี่และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการห้างฯ จำเลยที่ 1 ได้กระทำล่วงละเมิดบทบังคับอันเป็นข้อสาระสำคัญซึ่งสัญญาหุ้นส่วนกำหนดไว้แก่โจทก์ทั้งสี่โดยจงใจ มีเหตุทำให้ห้างหุ้นส่วนนั้นเหลือวิสัยที่จะดำรงอยู่ต่อไปได้ แต่เมื่อบทบัญญัติในเรื่องห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่ได้กล่าวถึงว่าหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดมีสิทธิขอเลิกห้างฯ ได้หรือไม่ จึงต้องนำบทบัญญัติในเรื่องการเลิกห้างฯ ของห้างหุ้นส่วนสามัญมาใช้บังคับตามที่มาตรา 1080 บัญญัติไว้ และมีผลให้หุ้นส่วนคนใดอาจร้องขอให้ศาลสั่งเลิกห้างฯ ตามมาตรา 1057 (3) ได้ ดังนั้น โจทก์ทั้งสี่เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ย่อมมีอำนาจฟ้องขอเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. จำเลยที่ 1 และจัดการชำระบัญชีได้

การบรรยายเนติฯ กลุ่มแพ่งและพาณิชย์ วิชา หุ้นส่วนบริษัท ข้อ 7 (ครั้งที่ 2) ท่าน อ.สหธน ได้พูดประเด็นน่าสนใจ และยกตัวอย่างดังต่อไปนี้

บริษัทสามสหายจำกัด ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท จำนวนหุ้น 100,000 หุ้น มูลค่าหุ้นจดทะเบียน 10 บาท ต่อหุ้น วัตถุประสงค์ขายอาหาร มีกรรมการคือ นาย ก. ข. ค. ข้อจำกัดอำนาจกรรมการสองในสามต้องร่วมกันลงนามจึงจะมีผลผูกพันบริษัท

คำถามมีดังนี้ บริษัทสามสหายจำกัด โดย นาย ก. และนาย ข. ทำสัญญาซื้อหน้ากากอนามัย จากบริษัทโควิดจำกัด ราคา 1,000,000 บาท ต่อมาราคาหน้ากากขึ้นสูง บริษัทโควิดจำกัดจึงไม่ส่งมอบหน้ากากอนามัยให้ บริษัทสามสหายจำกัดมีสิทธิที่จะฟ้องบริษัทโควิดจำกัดได้หรือไม่ และผู้ถือหุ้นกับกรรมการของบริษัทสามสหายจะให้สัตยาบันในการกระทำดังกล่าวได้หรือไม่

.

คำตอบ การที่บริษัทสามสหายจำกัดไปทำสัญญาซื้อหน้ากากอนามัยนั้น เป็นการกระทำนอกขอบวัตถุประสงค์ทั้งขอบวัตถุประสงค์โดยตรงและขอบวัตถุประสงค์โดยปริยายของบริษัทสามสหาย บริษัทสามสหายจึงฟ้องบริษัทโควิดไม่ได้ และผู้ถือหุ้นกับกรรมการของบริษัทสามสหายจะให้สัตยาบันยอมรับไม่ได้ เพราะเป็นกิจการที่นอกขอบวัตถุประสงค์ สิ่งที่บริษัทสามสหายจะทำได้ก็คือต้องแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์และไปทำสัญญาซื้อหน้ากากอนามัยใหม่

ประเด็น : กรรมการลงลายมือชื่อในสัญญาแต่ไม่ถูกต้องตามข้อบังคับ ถ้าบริษัทให้สัตยาบัน สัญญานั้นผูกพันบริษัทตามป.พ.พ. มาตรา 823,1167 กรรมการไม่ต้องรับผิดในฐานะส่วนตัว

ฎีกา 6324/2552 จำเลยที่ 2 และที่ 3 กรรมการของจำเลยที่ 1 ลงชื่อในสัญญาค่าสิทธิการเช่าโดยไม่มีอำนาจกระทำการซึ่งไม่ถูกต้องตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองที่ต้องมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการอื่นอีกหนึ่งคนซึ่งต้องมิใช่จำเลยที่ 3 และประทับตราสำคัญของบริษัทก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ก็ได้ให้สัตยาบันการกระทำดังกล่าวตามรายงานการประชุมกรรมการจึงผูกพันจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 823, 1167 จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นส่วนตัว

ประเด็น : ป.พ.พ. มาตรา 1169 ผู้ถือหุ้นที่ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบมีสิทธิฟ้องกรรมการที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทได้ แต่ไม่มีสิทธิฟ้องบุคคลภายนอกที่ร่วมกับกรรมการก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท

คำพิพากษาฎีกาที่ 4661/2562

ป.พ.พ. มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้ากรรมการทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัท บริษัทจะฟ้องร้องเรียกเอาสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้ เช่นนี้การเป็นผู้ถือหุ้นที่จะมีสิทธิเรียกให้กรรมการบริษัทรับผิดในกรณีนี้ย่อมต้องพิจารณาจากฐานะการเป็นผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาจากการส่งใช้เงินค่าหุ้นอันเป็นกระบวนการในการรวบรวมทุนของบริษัทอีกส่วนหนึ่งซึ่งเมื่อผู้ถือหุ้นยังส่งใช้เงินค่าหุ้นไม่ครบถ้วนย่อมเป็นหน้าที่ของกรรมการบริษัทที่จะดำเนินการเรียกให้ผู้ถือหุ้นส่งใช้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1120 และมาตรา 1121 เมื่อโจทก์ทั้งสองมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ป. ไม่ว่าการถือหุ้นดังกล่าวจะได้มีการส่งใช้เงินค่าหุ้นครบถ้วนหรือไม่ โจทก์ทั้งสองย่อมมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดในฐานะที่เป็นกรรมการทำให้เสียหายแก่บริษัทตามมาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ได้ แต่สำหรับจำเลยที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกมิใช่กรรมการบริษัท ป. แม้โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท ป. ยักยอกเงินของบริษัทไปเป็นประโยชน์ส่วนตนอันเป็นการละเมิดต่อบริษัท ป. ก็ตาม แต่ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้สิทธิผู้ถือหุ้นฟ้องแทนบริษัทในกรณีนี้ได้ คำฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นการอาศัยสิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทมาก้าวล่วงฟ้องร้องคดีเพื่อบังคับบุคคลภายนอกบริษัทซึ่งไม่อาจกระทำได้เพราะไม่ต้องด้วยมาตรา 1169 โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3

ประเด็น : หุ้นส่วนที่ลงหุ้นด้วยแรงงาน ตอนเลิกห้างไม่มีสิทธิได้รับคืนทุน ฎีกา 4749/2559 ป.พ.พ. มาตรา 1061,1062

คําพิพากษาฎีกาที่ 4749/2559 ที่โจทก์ฎีกาขอให้คืนทุนนั้น โจทก์เป็นหุ้นส่วนที่ลงหุ้นด้วยแรงงานเท่านั้น ไม่ได้มีเงินมาลงทุน และในสัญญาข้อตกลงร่วมทำผลประโยชน์ดังกล่าวก็มิได้บอกว่าจะแบ่งทุนหรือตีราคาค่าแรงงานเป็นทุนเพื่อคืนให้แก่โจทก์ เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอคืนทุนพร้อมดอกเบี้ย (ฎ.817/2476 วินิจฉัยแนวเดียวกัน)

ประเด็น : หุ้นส่วนคนหนึ่งค้าขายแข่งกับห้าง หุ้นส่วนคนอื่นไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้หยุดประกอบกิจการ ฎีกา 8532/2559 ป.พ.พ. มาตรา 1038, 1066

     คำพิพากษาฎีกาที่ 8532/2559 ป.พ.พ. มาตรา 1066 ห้ามมิให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งคนใดในห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วน ไม่ว่าทำเพื่อประโยชน์ตนหรือเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ซึ่งการฝ่าฝืนค้าขายแข่งกับห้างหุ้นส่วนมีกฎหมายบัญญัติความรับผิดของผู้ฝ่าฝืนไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามมาตรา 1067 วรรคหนึ่งและวรรคสาม โดยวรรคหนึ่งบัญญัติให้ห้างหุ้นส่วนซึ่งจดทะเบียนนั้นชอบที่จะเรียกเอาผลกำไรอันผู้นั้นหาได้ทั้งหมดหรือเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายซึ่งห้างหุ้นส่วนได้รับเพราะเหตุนั้น และวรรคสามบัญญัติไว้ความว่า การที่ห้างหุ้นส่วนเรียกเอาผลกำไรหรือค่าสินไหมทดแทนนั้นไม่ลบล้างสิทธิของผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายในอันจะเรียกให้เลิกห้างหุ้นส่วน ซึ่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวบัญญัติกรณีฝ่าฝืนนี้ไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจบังคับผู้ฝ่าฝืนให้หยุดประกอบกิจการที่ฝ่าฝืนนั้นซึ่งอาจเป็นเหตุให้บุคคลภายนอกผู้สุจริตได้รับความเสียหาย จึงต้องยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองหยุดประกอบกิจการในบริษัท ท. อันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างฯ (ม.1066 ใช้กับห้างจดทะเบียน แต่สามารถนำมาเทียบเคียงกับม.1038 ได้)