คลังเก็บหมวดหมู่: วิแพ่ง ภาค 3

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องเเล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้องจึงพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำฟ้องไม่มีลายมือชื่อผู้เรียงเเละผู้เขียนหรือพิมพ์ จึงพิพากษายืน โจทก์จะฎีกาได้หรือไม่

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 220
วางหลักว่า ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์

หลักเกณฑ์ของมาตรา 220
1.ศาลชั้นต้นยกฟ้อง (ในความผิดฐานใด) เเละ
2.ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง (ในความผิดฐานเดียวกัน)
3.ห้ามคู่ความฎีกาทั้งปัญหาข้อเท็จจริงเเละข้อกฎหมาย

การที่ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องเเล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำฟ้องไม่มีลายมือผู้เรียนเเละผู้เขียนหรือพิมพ์ เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 158 (7) จึงพิพากษายกฟ้องยืนตามศาลชั้นต้น ย่อมเป็นกรณีที่มีการศาลชั้นต้นเเละศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองศาล เเม้ว่าจะเป็นการพิพากษายกฟ้องด้วยเหตุต่างกันก็ตาม ก็ห้ามมิให้คู่ความฎีกาทั้งในปัญหาข้อกฎหมายเเละข้อเท็จจริงตามป.วิ.อาญา มาตรา 220 ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจฎีกาได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 2785/2561 ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้องพิพากษาให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า ฟ้องโจทก์มีเพียงลายมือชื่อโจทก์ไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียงและผู้เขียนหรือพิมพ์ จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) และล่วงเลยเวลาที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องตามมาตรา 161 วรรคหนึ่งเพราะศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์แล้ว เมื่อฟ้องโจทก์ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและล่วงเลยเวลาที่จะสั่งแก้ไขจึงไม่อาจพิจารณาและลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ พิพากษายืน ผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้อง โจทก์จึงฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามมาตรา 220

ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ที่ศาลสูงจะมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างนั้น จะต้องมีข้อเท็จจริงเรื่องนั้นปรากฏในการนำสืบในศาลชั้นต้นด้วย ศาลสูงจะนำข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่เคยนำสืบในศาลล่าง (นอกสำนวน) มาใช้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไม่ได้

โดยหลักแล้ว ประเด็นที่ศาลสูงจะยกขึ้นวินิจฉัยได้ ต้องเป็นประเด็นที่คู่ความฝ่ายนั้นจะได้ยกขึ้นอ้างมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทุกชั้นศาล

แต่หลักนี้มีข้อยกเว้นอยู่ว่า ถ้าเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นว่ามาแล้วโดยชอบในศาลล่างก็ตาม

ต่อมาเกิดปัญหาว่า ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา คู่ความพยายามยกขึ้นอ้างถึงข้อเท็จจริงที่ไม่เคยปรากฏในสำนวนคดีในศาลล่างมาก่อนเลย เช่น จำเลยยื่นคำให้การปฏิเสธลอยในศาลชั้นต้นและมิได้นำสืบเรื่องการสอบสอบสวนที่ไม่ชอบ แต่ในอุทธรณ์ จำเลยกลับอ้างว่าการสอบสวนไม่ชอบเพราะพนักงานสอบสวนซ้อมจำเลยให้รับสารภาพในชั้นสอบสวน เห็นได้ว่า ประเด็นนี้เรื่องการสอบสวนไม่ชอบนี้จำเลยไม่เคยยื่นคำให้การมาก่อนและไม่เคยนำสืบก่อน จึงไม่มีพยานหลักฐานปรากฏ

ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงสร้างหลักการขึ้นมาว่า ปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยให้ได้นั้น จะต้องมีข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนคดีในศาลล่างมาก่อนด้วย ศาลจึงจะยกขึ้นวินิจฉัยให้ได้

หลักการนี้ใช้กับทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาด้วย

ป.วิ.แพ่ง ดูมาตรา 142 (5), 224

ป.วิ.อาญา ดูมาตรา 195

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3724/2561 แม้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ที่บัญญัติให้ศาลมีอำนาจลงโทษผู้กระทำความผิดที่ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดนั้นจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกาก็ตาม แต่ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนั้นจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีการนำสืบกันไว้แล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งศาลจะยกเอาข้อเท็จจริงตามคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาหรือสำเนาบันทึกการจับกุมมารับฟังเพียงลำพังว่ามีการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งตามมาตรา 100/2 โดยไม่มีการสืบพยานอื่นหาได้ไม่

อ่านเพิ่มเติม