คลังเก็บหมวดหมู่: วิอาญา ภาค 4

คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ ดังนี้ ศาลจะวินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 8113/2561  

โจทก์ฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม จําเลยให้การต่อสู้ว่าทางพิพาทไม่มีการจดทะเบียนภาระจำยอม และไม่ได้มีการใช้ทางภาระจำยอมเกินสิบปี ทางภาระจำยอมจึงสิ้นสภาพไปตามกฎหมาย ดังนั้น ข้อเท็จจริงว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานนอกคําฟ้อง ข้อต่อสู้ คําให้การและนอกประเด็น ข้อพิพาทที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยประเด็นว่า ทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์หรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอํานาจหยิบยกวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปรับจําเลยอีกสถานหนึ่งโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 115/2562  

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจําเลย 3 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจําเลย 60,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจําเลย ดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะรอการลงโทษจำคุกแก่จําเลยอันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำคุกจําเลยไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จําเลยนั้นเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกําหนดโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าว 

คําพิพากษาฎีกาที่ 250/2562 

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจําเลย 1 เดือน โดยไม่รอการลงโทษศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจําเลย 5,000  บา อีกสถานหนึ่งแล้วรอการลงโทษจคุกแก่จําเลยไว้ มีกําหนด 1 ปี ดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกให้จําเลยอันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่เมื่อเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจําเลยไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 การที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจคุกจําเลย เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการกําหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว 

คําพิพากษาฎีกาที่ 4491/2562 

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จําเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 265,268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 335(11) วรรคแรก การกระทําของจําเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์นายจ้างซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 คุก 1 ปี จําเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จําเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 335 (11) วรรคแรก (เดิม) ลงโทษปรับ 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงปรับ 3,000 บาท แล้วรอการลงโทษจคุกและคุมความประพฤติจําเลยไว้ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจําเลยไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 การที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จําเลยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกําหนดโทษของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว  

พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยข้อหากระทําโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย รับอันตรายสาหัสฯ ผู้เสียหายยื่นคําร้องขอให้บังคับจําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยมิได้ขอให้บังคับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ย ดังนี้ ศาลจะพิพากษาให้จําเลยชําระดอกเบี้ยแก่ผู้เสียหายได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 812/2562 

ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 กําหนดให้โจทก์ร่วมทั้งสาม ไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่โจทก์ร่วมทั้งสามสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดแต่เป็นค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจําเลย เมื่อโจทก์ร่วมทั้งสามมิได้ยื่นคําร้องขอให้บังคับจําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จําเลยชําระดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วมทั้งสาม จึงเป็นการพิพากษาเกินคําขอ เป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอํานาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195  วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 

ข้อห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ นำมาปรับใช้กับคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง กรณีศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้องด้วยหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 505/2562 

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยในความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าที่ดินตามฟ้องเป็นของโจทก์ คดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าที่ดินเป็นของโจทก์ โดยจําเลย ครอบครองที่ดินดังกล่าวแล้วเบียดบังที่ดินเป็นของจําเลย อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการอุทธรณ์คัดค้านดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของ ป.วิ.อ. มาตรา 170 วรรคแรก, 193 วรรคแรก และ มาตรา 193 ทวิ ซึ่งนํามาปรับกับคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้เช่นเดียวกับในชั้นพิจารณา โจทก์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ 

โจทก์ยื่นคําร้องขอแก้ไขคําฟ้องโดยลดจํานวนทุนทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งในคําร้องว่า “สําเนาให้จําเลย รอสั่งวันนัด” หลังจากนั้นศาลชั้นต้นได้ดําเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจนเสร็จ โดยมิได้มีคําสั่งคําร้องขอเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์แต่ประการใด แต่กลับพิพากษาให้จําเลยรับผิดตามคําฟ้องเดิม ดังนี้ เป็นการพิพากษาเกินคําขอหรือไม่

คำ

คำพิพากษาฎีกาที่ 2513/2557 

โจทก์ยื่นคําร้องขอแก้ไขคําฟ้องและคําขอท้ายฟ้อง จากเดิมที่ขอให้จําเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 38,555.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,051.72 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ เป็นว่าขอให้บังคับจําเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 32,639.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,519.82 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นยังคงพิพากษาให้จําเลยที่ 2 ชําระค่าเสียหาย 38,555.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,051.72 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ เป็นการพิพากษาให้จําเลยที่ 2 รับผิดเกินกว่าคําขอท้ายฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่นั้น 

เห็นว่า ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ได้ยื่นคําร้องขอแก้ไขคําฟ้องเป็นว่า จําเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องร่วมรับผิดกับจําเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,519.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2550 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่โจทก์ได้จ่ายค่าซ่อมรถยนต์ไปคิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,119.62 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 32,639.48 บาท และขอ แก้ไขคําขอท้ายฟ้องเป็นว่า ขอให้บังคับจําเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 32,639.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,519.82 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งในคําร้องของโจทก์ว่า “สําเนาให้ จําเลย รอสั่งวันนัด” หลังจากนั้นศาลชั้นต้นได้ดําเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อมาจนเสร็จสํานวนโดยมิได้มีคําสั่งคําร้องขอเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์แต่ประการใด ถือว่า ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคําสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคําฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จําเลยที่ 2 รับผิดตามคําขอท้ายฟ้องเดิมจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคําขอ แต่อย่างไรก็ตาม โจทก์นําสืบว่า โจทก์เสียค่าแรงและค่าอะไหล่เป็นเงิน 30,519.82 บาท จําเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 30,519.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2550 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่โจทก์ได้จ่ายเงินค่าซ่อมรถยนต์ไป คิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,119.62 บาท รวมเป็นค่าเสียหายที่จําเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ ทั้งสิ้น 32,639.48 บาท การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จําเลยที่ 2 ชําระค่าเสียหายแก่โจทก์ 38,555.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,051.72 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จ ให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายเกินกว่าที่โจทก์มีสิทธิเป็นการไม่ชอบ และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของประชาชน 

คดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์และผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หากศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ ยกคำร้อง ผู้เสียหายไม่ได้อุทธรณ์หรือฎีกาในส่วนแพ่ง หากศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด จะมีอำนาจหยิบยกคดีในส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยได้หรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่  5475/2561 

จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส  แม้มูลเหตุจะเกิดจากผู้เสียหายสมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้กับจำเลย  และผู้เสียหายมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยก็ตาม  แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการทำละเมิดต่อผู้เสียหาย  และจำเลยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นตาม ป.พ.พ.มาตร 420 ผู้เสียหายย่อมเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 44/1 แม้ผู้เสียหายมิได้ฎีกาเเต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย  ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนปัญหาว่าจำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้องเพียงใดนั้นย่อมเป็นไปตาม ป.พ.พ.มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 ที่ให้พิจารณาว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพาะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร 

คำพิพากษาฎีกาที่  5760/2561 

สำหรับค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าไหมทดแทนนั้น  ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำร้อง  แม้ผู้ร้องทั้งสองจะไม่ได้ฎีกาแต่คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา  ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46  เมื่อผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งบัญญัติว่า “ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย… อันเนื่องมาจากกระทำความผิดของจำเลย  ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้…” ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลของคดีอาญาได้   เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยกระทำโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้ร้องที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส และผู้ร้องที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กายการกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดและจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสอง   โดยผู้ร้องทั้งสองเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล  ค่าฟื้นฟูร่างกายและค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินซึ่งศาลชั้นต้นได้พิจารณาบาดแผลของผู้ร้องทั้งสองประกอบพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลย  แล้วกำหนดให้จำเลยรับผิดต่อผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 70,000 บาท  และผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น  ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย 

คำพิพากษาฎีกาที่  2936/2562 

ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น  การพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อคดีอาญา  ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า  จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น  จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ร้องและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง  แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้  เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 (คำพิพากษาฎีกาที่  8496/2561 วินิจฉัยเช่นกัน) 

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อทรัพย์หรือรับของโจร ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษในข้อหาความผิดฐานรับของโจรได้หรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่  8491/2561 

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจรเป็นการฟ้องให้ศาลเลือกลงโทษจำเลยในข้อหาใดข้อหาหนึ่งตามที่พิจารณาได้ความ  ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยพร้อมกันทั้งสองข้อหาได้  เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจร  จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว  เพียงแต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์   ส่วนศาลอุทธรณ์เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง  เเม้โจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยฐานรับของโจร  ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานรับของโจรตามที่โจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาในฟ้องได้ 

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะโทษที่ลงแก่จำเลยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่ ? คดีที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ การยื่นฎีกาสำหรับในคดีส่วนแพ่งมีหลักเกณฑ์อย่างไร ?

 

คำพิพากษาฎีกาที่ 4186/2562   

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา 288 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตาม ป.อ.มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 หนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 2,000,000 บาท  ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ   คำขอและข้อหาอื่นให้ยกศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำคุก 15 ปี ลดโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วคงจำคุก 10 ปี ให้ยกคำร้องที่ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น  คดีในส่วนอาญาเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เฉพาะโทษที่ลงแก่จำเลยอันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปีจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคสอง  ที่โจทก์ร่วมที่ 1 ฎีกาเป็นการฎีกาดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการลงโทษ  เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง  ต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมที่ 1 ฎีกาตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว                

สำหรับในคดีส่วนแพ่ง  การยื่นฎีกาต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2559 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27)มีผลใช้บังคับแล้ว  ฉะนั้นการจะยื่นฎีกาได้ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่เมื่อ ป.วิ.พ.มาตรา  244/1 ที่เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 247 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด”  มาตรา 247วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า “การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์  ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา”  และวรรคสองบัญญัติว่า “การขออนุญาตฎีกาให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น…”  การที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาด้วยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ  

จำเลยทั้งสองฎีกา หากปรากฏว่าฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบ (เพราะจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ความผิดของจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ย่อมไม่อาจร่วมกับจำเลยที่ 2 ฎีกาได้) หากมีปัญหาเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีซึ่งศาลฎีกาจะพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ดังนี้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปจนถึงจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 6626/2561 

ความผิดฐานร่วมกันไม่แสดงใบอนุญาตประกอบกิจการบรรจุก๊าซในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ฐานร่วมกันใช้พนักงานไม่ผ่านการฝึกอบรมบรรจุก๊าซ และฐานร่วมกันไม่ติดตั้งป้ายแสดงข้อความที่ประตูทางเข้าและที่บริเวณตู้จ่ายก๊าซ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องและระบุในคำขอท้ายฟ้องเฉพาะบทที่จำเลยฝ่าผืนไม่กระทำการตามข้อ 81, ข้อ 88 (1) และข้อ 89 (9) ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2529) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 28 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2514 แต่คำขอท้ายฟ้องมิได้ระบุชื่อกฎหมายและบทกำหนดโทษของความผิดทั้งสามฐานให้ปรากฏฟ้องโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ตามป.วิ.อาญามาตรา 158 (6) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และมาตรา 19 ต้องยกฟ้อง 

ปัญหาฟ้องโจทก์เป็นฟ้องไม่สมบูรณ์ตามป.วิ.อาญามาตรา 158 (6) เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีศาลฎีกามีอำนาจพิพากษายกฟ้องตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยได้ (ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ย่อมไม่อาจร่วมฎีกากับจำเลยที่ 2) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยหลายข้อหา เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท การพิจารณาว่าคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ มีหลักเกณฑ์อย่างไร

คำพิพากษาฎีกาที่ 6794/2561 

คดีอาญาเรื่องใดจะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้นต้องพิจารณาอัตราโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับข้อหาแต่ละกระทงความผิดเป็นสำคัญเมื่อความผิดในกระทงนั้นมีความผิดหลายบทรวมอยู่ด้วย ถ้าบทหนักไม่ต้องห้ามก็ถือว่าทุกบทไม่ต้องห้าม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าและฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 393 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) เห็นได้ว่าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามป.วิ.อาญา มาตรา 193 ทวิ 

ดังนั้น แม้ความผิดฐานหมิ่นประมาทมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และฐานดูหมิ่นซึ่งหน้ามีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ก็ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ