คลังเก็บหมวดหมู่: วิอาญา ภาค 3

โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมเพื่อฟังผลการเจรจาเพื่อจะทำความ ตกลงกัน จะถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องหรือไม่

าพิพากษาฎีกาที่ 3192/2557 

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่นัดแรกโจทก์ทั้งสี่และจําเลยแถลงร่วมกันว่า โจทก์ทั้งสี่ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับจําเลย แต่โจทก์ทั้งสี่ผิดสัญญา จําเลยจึง ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ต่อศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์ทั้งสี่และจําเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นคดี หมายเลขแดงที่ 348/2551 และคดีอยู่ในระหว่างการบังคับคดี โจทก์ทั้งสี่และจําเลยสามารถตกลงยอดหนี้กันได้แล้ว โดยอยู่ในระหว่างการพิจารณาอนุมัติของกรรมการจําเลย และขอความเห็นชอบจากบรรษัทประกันสินเชื่อเพื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม คาดว่าจะใช้ เวลาประมาณ 2 เดือน และโจทก์ทั้งสี่แถลงเพิ่มเติมว่า หากตกลงกันได้จะถอนฟ้อง คดีนี้ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีน่าจะมีทางตกลงกันได้ จึงให้เลื่อนไปนัดพร้อมเพื่อฟังผลการเจรจา ครั้นเมื่อถึงวันนัดโจทก์ทั้งสี่ไม่มาศาล โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง มีปัญหาว่าศาลชั้นต้น มีคําสั่งว่าโจทก์ทั้งสี่ทิ้งฟ้องและจําหน่ายคดีโจทก์ทั้งสี่ออกจากสารบบความเป็นคําสั่งที่ชอบ ด้วยกฎหมายหรือไม่ 

เห็นว่า บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ไม่ได้หมายความว่า เมื่อศาลกําหนดให้โจทก์ทั้งสี่ดำเนินคดีในเรื่องใดแล้ว โจทก์ทั้งสี่เพิกเฉยจะเป็นกรณีทิ้งฟ้องเสมอไป การที่จะถือว่าโจทก์ทั้งสี่ทิ้งฟ้องต้องเป็นกรณีที่ไม่ดําเนินการตามคําสั่งศาลแล้วเป็นเหตุที่ทให้ศาลไม่อาจดําเนินกระบวนพิจารณาต่อไปอีกได้ เมื่อพิจารณาถึงการดําเนินกระบวนพิจารณาของโจทก์ทั้งสี่ปรากฏว่าตั้งแต่วันนัดชี้สองสถานหรือสืบพยาน ทนายโจทก์ทั้งสี่และทนายจําเลยมาศาลและแถลงว่าคดีอยู่ระหว่างการเจรจา โดยทนายจําเลยจะนําเงื่อนไขของโจทก์ทั้งสี่เสนอผู้มีอํานาจเพื่อพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงมีคําสั่งให้กําหนดนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่วันที่ 8 และ 9 มิถุนายน 2554 และสืบพยานจําเลยวันที่ 10 มิถุนายน 2554 ก่อนถึงวันนัดได้มีการนัด ไกล่เกลี่ยโดยผู้ประนีประนอมของศาลชั้นต้น อีก 4 ครั้ง ซึ่งทุกครั้งทนายโจทก์ทั้งสี่ และทนายจําเลยมาศาลทุกนัดและมีผลการเจรจาที่คืบหน้าตามลำดับ ครั้งสุดท้ายวันที่ 2 มิถุนายน 2554 แต่ตกลงกันยังไม่ได้ จึงต้องส่งสํานวนเข้าสู่กระบวนการสืบพยานโจทก์ทั้งสี่และจําเลย ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่ ทนายโจทก์ทั้งสี่และทนายจําเลย มาศาล แล้วแถลงว่าคดีอยู่ระหว่างเจรจาโดยรอผลการอนุมัติของกรรมการจําเลย และขอความเห็นชอบจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมซึ่งคาดว่าน่าจะตกลงกันได้ ศาลชั้นต้นให้เลื่อนไปนัดพร้อมเพื่อฟังผลการเจรจาวันที่ 4 กันยายน 2554 ถึงวันนัดโจทก์ที่ 2 ผู้รับมอบฉันทะทนายโจทก์ทั้งสี่ และทนายจําเลยมาศาล แล้วแถลงขอเลื่อนคดี เนื่องจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมยังพิจารณาการขอลดยอดหนี้ไม่เสร็จ ศาลอนุญาตให้เลื่อนไปนัดพร้อมเพื่อฟังผลการเจรจาวันที่ 16 พฤศจิกายน 2554 เมื่อถึงวันนัดดังกล่าวทนายโจทก์ทั้งสี่ไม่มาศาล จะเห็นได้ว่าทนายโจทก์ทั้งสี่มาศาลทุกนัดที่มีการไกล่เกลี่ย การที่โจทก์ทั้งสี่ไม่มาศาลย่อมแสดงว่าคดีไม่สามารถตกลงกันได้ จึงยังมีกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นต้องดําเนินการต่อไปคือการสืบพยานโจทก์ทั้งสี่และสืบพยานจําเลย การที่โจทก์ทั้งสี่ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมเพื่อฟังผลการเจรจายังไม่ใช่กรณีที่ถือว่าโจทก์ทั้งสี่ทิ้งฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นถือว่าโจทก์ทั้งสี่ทิ้งฟ้องและมีคําสั่งจําหน่ายคดีนั้น จึงเป็นคําสั่งที่ไม่ชอบ 

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปิดหมาย เจ้าหน้าที่ศาลผู้ส่งหมายนำสำเนาคำร้องขอและหมายนัดไต่สวนไปใส่ในตู้รับจดหมายซึ่งอยู่บริเวณชั้นล่างของอาคารมิใช่หน้าห้องพักของผู้รับซึ่งอยู่ที่ชั้น 5 ของอาคาร ดังนี้ การปิดหมายชอบหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่  5332/2562  

เมื่อผู้ร้องเป็นผู้ยื่นคำแถลงขอให้ปิดหมาย และศาลชั้นต้นอนุญาตตามขอให้ปิดหมายแต่เจ้าหน้าที่ศาลผู้ส่งหมายกลับนำสำเนาคำร้องและหมายนัดไต่สวนไปใส่ในตู้รับจดหมายแทน  ซึ่งอยู่บริเวณชั้นล่างของอาคารมิใช่หน้าห้องพักของผู้คัดค้านที่ 1 เพราะห้องพักของผู้คัดค้านที่ 1 อยู่บริเวณชั้นที่ 5 ของอาคาร ดังนี้ ไม่ว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวจะเป็นภูมิลำเนาของผู้คัดค้านที่ 1 หรือไม่ก็ตาม แต่การปิดหมายมีความหมายอยู่ในตัวว่าต้องปิดในที่เปิดเผยแลเห็นได้ชัดและง่าย เพื่อให้ผู้ถูกปิดหมายทราบว่ามีคำร้องขอและหมายนัดจากศาล มิฉะนั้นแล้วกฎหมายคงไม่บัญญัติวิธีส่งหมาย  โดยวิธีปิดให้แตกต่างจากการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องวิธีอื่นที่ไม่ใช่การปิดหมายดังในกรณีนี้  จึงเป็นการขัดคำสั่งศาล ก็ต้องถือว่าการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ชอบ ซ้ำข้อเท็จจริงยังปรากฏอีกว่า ย. บิดาของผู้ร้องเป็นพี่ชายของมารดาผู้คัดค้านที่ 1 ทำให้ข้ออ้างที่ว่าไม่รู้ที่อยู่ที่แท้จริงของผู้คัดค้านที่ 1 มาใช้วิธีส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามที่อยู่ในทะเบียนราษฎร์แทนนั้นไร้เหตุผลแต่หวังเพื่อไม่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 ทราบเรื่องและมาคัดค้านนั้นเอง  ฉะนั้นการที่ศาลชั้นต้นสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่การส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอดังกล่าว  แล้วให้ส่งหมายใหม่ ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่  จึงถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว 

โจทก์ฟ้องจำเลยและศาลพิพากษาลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธฯปืน ไปแล้ว โจทก์จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น (จำเลยกระทำความผิดทั้งสองฐานโดยมีเจตนาเพื่อฆ่าผู้อื่น) ได้อีกหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 2594/2562 

ความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 กับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้ไฟ และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 เป็นความผิดคนละประเภทกันและเป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกันโดยอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ นอกจากนี้ยังเป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับ ซึ่งมีองค์ประกอบแห่งความผิดแตกต่างกันและเป็นความผิดสำเร็จอยู่ในตัวทั้งเจตนาในการกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวก่อให้เกิดผลที่แตกต่างกันสามารถแยกเจตนาในการกระทำความผิดออกจากกันได้ ดังนั้นแม้จำเลยกระทำความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวโดยเจตนาเพื่อฆ่าผู้อื่นก็ตาม  การกระทำของจำเลยเป็นคนละกรรมกัน ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 กรณีจึงไม่ใช่เป็นการกระทำกรรมเดียวกัน แล้วโจทก์นำการกระทำกรรมเดียวกันนั้นมาแยกฟ้องเป็น 2 คดี โจทก์ย่อมมีอำนาจแยกฟ้องเป็นคนละคดีได้ เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยและศาลมีคำพิพากษา ลงโทษพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ไปแล้ว คดีย่อมเสร็จเด็ดขาดไปเฉพาะกระทงความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เท่านั้น ส่วนกระทงความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ยังหาได้มีการวินิจฉัยในเนื้อหาความผิดแต่อย่างใด จะถือว่าได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็จขาดในความผิดฐานนี้ไปแล้วหาได้ไม่ โจทก์จึงฟ้องจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็นคดีนี้ได้อีก ไม่เป็นฟ้องซ้ำ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(4) 

คำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องได้หรือไม่