คลังเก็บหมวดหมู่: วิอาญา ภาค 2

คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ ดังนี้ ศาลจะวินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 8113/2561  

โจทก์ฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม จําเลยให้การต่อสู้ว่าทางพิพาทไม่มีการจดทะเบียนภาระจำยอม และไม่ได้มีการใช้ทางภาระจำยอมเกินสิบปี ทางภาระจำยอมจึงสิ้นสภาพไปตามกฎหมาย ดังนั้น ข้อเท็จจริงว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานนอกคําฟ้อง ข้อต่อสู้ คําให้การและนอกประเด็น ข้อพิพาทที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยประเด็นว่า ทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์หรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอํานาจหยิบยกวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 

คดีมีอัตราโทษจำคุก ก่อนสอบปากคำ พนักงานสอบสวนถามจำเลยว่าต้องการพบทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนหรือไม่ จำเลยตอบว่าไม่ต้องการ ดังนี้ คำให้การในชั้นสอบสวนศาลจะนำมารับฟังประกอบในการวินิจฉัยลงโทษจำเลยได้หรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่  1952/2561 

บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนจำเลยระบุว่า  ก่อนสอบปากคำพนักงานสอบสวนแจ้งสิทธิจำเลยว่าต้องการพบทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนหรือไม่ อย่างไร  จำเลยตอบว่าไม่ต้องการ เท่ากับจำเลยสละสิทธิในการมีทนายความ  เมื่อคดีมีอัตราโทษจำคุกไม่ใช่มีอัตราโทษประหารชีวิต  (ข้อหาความผิดฐานพยายามฆ่า)  จึงไม่มีเหตุที่จะต้องจัดทนายความ  หรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าร่วมฟังการสอบสวนให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 วรรคสอง ศาลชอบที่จะนำบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนจำเลยมารับฟังประกอบในการวินิจฉัยลงโทษจำเลยได้ 

พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา ไม่ปรากฏสำนวนการสอบสวนในสำนวนคดีของศาล แต่ในคำฟ้องระบุว่าพนักงานสอบสวนได้สอบสวนแล้ว หากคำให้การของจำเลยและในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้สอบสวนจำเลยมาก่อนฟ้องคดี ดังนี้ จะถือว่ามีการสอบสวนจำเลยในความผิดที่กล่าวหาตามฟองแล้วหรือไม่ ข้อหาความผิดซึ่งมิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยและพิพากษาเสร็จในวันเดียวกัน เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่  8431/2561  

บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา 120 กำหนดเงื่อนไขให้อำนาจในการฟ้องคดีของพนักงานอัยการว่าจะต้องผ่านการสอบสวนของพนักงานสอบสวนมาแล้ว  หากไม่มีการสอบสวนมาก่อนจะฟ้องคดีไม่ได้  อย่างไรก็ตาม  ม้จะไม่ปรากฏสำนวนการสอบสวนในสำนวนคดีนี้   แต่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นโดยระบุในคำฟ้องว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลศาลาแดงได้สอบสวนแล้ว   ต่อมาศาลชั้นต้นเบิกตัวจำเลยจากเรือนจำพิเศษธนบุรีมาอยู่ต่อหน้าศาล  ศาลได้อ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้วจำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษจริง  ตามคำให้การของจำเลยและรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านว่า  พนักงานสอบสวนไม่ได้สอบสวนจำเลยมาก่อนการฟ้องคดีนี้  จึงถือได้ว่ามีการสอบสวนจำเลยในความผิดตามที่กล่าวหาตามฟ้องโดยชอบแล้ว  โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง 

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดซึ่งมิใช่เป็นคดีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานหนักกว่านั้น  เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์  ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่นำสืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง  การที่ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยและพิพากษาเสร็จภายในวันเดียวกัน  จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาชอบด้วยกฎหมายแล้ว 

บุคคลซึ่งมิใช่ผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ในความผิดลหุโทษการสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 4104/2562  

จำเลยเข้าไปในอาคารพิพาทสำนักงานของโจทก์ร่วมที่1ซึ่งเป็นนิติบุคคลและส่งเสียงดังอันเป็นการรบกวนการทำงานและทำให้พนักงานของโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่อาจทำงานได้ซึ่งเป็นการกระทำความผิดฐานก่อความเดือนร้อนรำคาญแก่ผู้อื่นตาม ป.อ.มาตรา 397 อันเป็นความผิดลหุโทษนั้น เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดินและมิใช่ความผิดต่อส่วนตัวที่จะต้องมีการร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 121 วรรคสอง พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนตาม ป.วิ.อ.121 วรรคหนึ่ง  โดยไม่ต้องมีการร้องทุกข์กล่าวโทษจากผู้เสียหาย ดังนั้น แม้ศาลจะวินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมที่1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลจะมิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานดังกล่าวและการร้องทุกข์จะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม  ย่อมไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป  เพราะถึงอย่างไร โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยในปัญหาดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง , 252 ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 15 และพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4  

คดีก่อน ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์จะนำการกระทำความผิดเดียวกันมาฟ้องจำเลยอีกได้หรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 8745/2561 โจทก์ฟ้องคดีโดยระบุชื่อจำเลยทั้งสองแต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องโดยระบุว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมทางหลวงชนบท และเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนตามกฎหมาย สำหรับจำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่เวนคืนดังกล่าว กระทำความผิดเดียวกันกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.1120/2560 ของศาลชั้นต้น ถือว่าโจทก์มุ่งฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิดต่อกฎหมายเช่นเดียวกันกับการฟ้องจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ในคดีดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีนี้จึงเป็นคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในคดีแรก การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานเดียวกันกับคดีแรก โดยอาศัยมูลเหตุแห่งการกระทำความผิดเดียวกัน และศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีดังกล่าวไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีแล้วและถือว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(4) 

คดีแรกศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องส่วนแพ่งไว้แล้วและคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาโจทก์มาฟ้องคดีส่วนแพ่งเรื่องเดียวกันต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้อีก คำฟ้องโจทก์ในส่วนแพ่งจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามมิให้ฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 

คดีความผิดเกี่ยวกับเพศ พนักงานสอบสวนชายไปสอบปากคำผู้เสียหายหญิงซึ่งฝ่าฝืนป.วิ.อาญา มาตรา 133 วรรคสี่ จะทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมดและทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่

ป.วิ.อาญา มาตรา 133 วรรคสี่ วางหลักว่า ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ การถามปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิง ให้พนักงานสอบสวนหญิงเป็นผู้สอบสวน เว้นแต่ผู้เสียหายนั้นยินยอมหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น

การที่พนักงานสอบสวนชายไปสอบปากคำในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศซึ่งผู้เสียหายเป็นหญิง โดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายนั้นยินยอมหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น ย่อมเป็นการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 วรรคสี่

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้มีแนววินิจฉัยว่า การสอบสวนที่ฝ่าฝืนดังกล่าวถือเป็นเพียงข้อบกพร่องผิดพลาดในรายละเอียด หาใช่ข้อสาระสำคัญ ถึงขนาดที่จะทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมดอันจะทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามป.วิ.อ มาตรา 120 ดังนั้น พนักงานอัยการโจทก์จึงยังมีอำนาจฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6017/2560 พนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบแปดปีในความผิดเกี่ยวกับเพศ โดยมีนักสังคมสงเคราะห์ มารดาผู้เสียหายและพนักงานอัยการร่วมในการถามปากคำผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง โดยใช้พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นชายเป็นผู้สอบสวนและไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายนั้นยินยอมหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น และได้มีการบันทึกความยินยอมและเหตุจำเป็นนั้นไว้ ซึ่งแม้ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 วรรคสี่ ก็ตาม แต่เป็นเพียงความบกพร่องหรือผิดพลาดเฉพาะในส่วนนี้ ซึ่งเป็นข้อบกพร่องผิดพลาดในรายละเอียดหาใช่ข้อสาระสำคัญ ถึงขนาดจะทำให้การสอบสวนเสียไปทั้งหมดอันจะทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ มาตรา 120 ไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

 หมายเหตุ ในทางปฏิบัติพนักงานสอบสวนหญิงมีจำนวนไม่เพียงพอ