คลังเก็บหมวดหมู่: กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา

🔥ตัวอย่างน่าสนใจจากการบรรยายวิชากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา อาจารย์ไมตรี วันที่24มิ.ย.64

ตัวอย่างจากข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา

การใช้สารประกอบโพลิเมอร์ แทนพลาสติกเรซิ่น ความเห็นของผู้ชำนาญกล่าวว่าสารที่เปลี่ยนไปนั้นมีคุณสมบัติเหมือนกันคือ เบา ยืดหยุ่น และเก็บความร้อนได้ หากนำไปใช้แทนกันก็ยังถือเป็นการละเมิด ตามมาตรา 36ทวิ วรรคสอง

.

ตัวอย่างจากข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา

นายคมออกแบบโถสุขภัณฑ์ให้บริษัท หลังจากนั้นนายคมได้จัดทำหนังสือรวบรวมผลงานการออกแบบ แล้วเอาภาพโถสุขภัณฑ์ มาพิมพ์ลงในหนังสือของตน บริษัทจึงฟ้องนายคมว่านายคมละเมิดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์โถสุขภัณฑ์

คำถาม นายคมละเมิดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือไม่ คำตอบ นายคมนำเฉพาะภาพของโถสุขภัณฑ์ไปพิมพ์ลงในหนังสือรวมผลงานการออกแบบไม่มีลักษณะเป็นการใช้แบบของผลิตภัณฑ์ (หากนายคมไปผลิตโถสุขภัณฑ์ขึ้น ที่มีลักษณะเหมือนกัน กรณีนี้จึงจะเป็นการใช้แบบของผลิตภัณฑ์) การกระทำของนายคมจึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ของบริษัท ตามมาตรา 63

การบรรยายวิชา กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา วันที่ 8/07/64 โดยท่านอาจารย์ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่อง เครื่องหมายการค้า ดังนี้

คำพิพากษาฎีกาที่ 9971/2558 โจทก์นำสืบว่า โจทก์ประดิษฐ์คำว่า “SINGAPOREAIR” ขึ้นใหม่โดยนำคำว่า “SINGAPORE” และ “AIR” มาเรียงต่อกันเกิดเป็นคำใหม่และไม่มีคำแปลหรือความหมายตามพจนานุกรม แม้คำที่โจทก์นำมาเรียงต่อกันจะเป็นภาษาโรมันขึ้นใหม่เพราะเรียงอักษรติดต่อกันไป แต่โจทก์และประชาชนทั่วไปก็เรียกขานว่า สิงคโปร์แอร์ ซึ่งเป็นคำเรียกขานของคำเดิมที่นำมาเรียงต่อกันนั่นเอง คำว่า “SINGAPORE” ตามพจนานุกรมและความเข้าใจของคนทั่วไปหมายถึง ประเทศสิงคโปร์ และคำว่า “AIR” แปลว่า อากาศจึงไม่อาจถือได้ว่าคำว่า “SINGAPOREAIR” ไม่มีคำแปลดังที่โจทก์กล่าวอ้างได้ เมื่อเครื่องหมายบริการคำว่า “SINGAPOREAIR” ของโจทก์นำมาใช้กับบริการในจำพวก 39 รายการบริการการขนส่งทางอากาศ การขนส่งผู้โดยสาร การขนส่งสินค้า ฯลฯ ย่อมเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของการบริการโดยตรง จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2)

คำว่า “SINGAPORE” แปลว่า สาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งเป็นชื่อของรัฐต่างประเทศ ถือได้ว่าเครื่องหมายบริการ คำว่า “SINGAPOREAIR” ของโจทก์มีชื่อของรัฐต่างประเทศอยู่ด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุญาตจากผู้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ของประเทศสิงคโปร์ให้นำคำว่า “SINGAPORE” มาใช้เป็นชื่อทางการค้า คำขอของโจทก์จึงต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 8 (6)

ข้อสังเกต คำพิพากษาฎีกานี้โดนห้ามไม่ให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า 2 เรื่อง กล่าวคือไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ 2 เรื่อง

 -เรื่องแรกคือ เป็นชื่อของรัฐต่างประเทศ ถือเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด ตามมาตรา 7 วรรคสอง (2)

-เรื่องที่สองคือ คำทั้งสองคำพอเอามารวมกันแล้ว ก็เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ถือว่าไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เมื่อไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ก็ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า #ปล.คำพิพากษาศาลฎีกานี้ไม่ปรากฎในคำบรรยายสมัยที่ 73 โดยในการบรรยายสมัยที่ 74 ท่านอาจารย์กล่าวว่าเป็นฎีกาเพิ่มเติม

การบรรยายวิชา กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา วันที่ 1/07/64 โดยท่านอาจารย์ ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่อง เครื่องหมายการค้า ดังนี้

คำพิพากษาฎีกาที่ 5698/2562 การที่จะพิจารณาว่าคำที่เลียนเสียงมาจากคำภาษาต่างประเทศเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงอันจะทำให้ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) นั้น นอกจากจะต้องพิจารณาว่าคำภาษาต่างประเทศดังกล่าวมีคำแปลเป็นภาษาไทยว่าอย่างไรแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการใช้ในประเทศไทยด้วยว่า ถูกนำมาใช้ในความหมายหรือในลักษณะใด และต้องพิจารณาต่อไปว่าคำดังกล่าวเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ขอจดทะเบียนโดยตรงจนถึงขนาดทำให้เมื่อสาธารณชนเห็นเครื่องหมายการค้านี้แล้วสามารถทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นได้ในทันที หรืออาจใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้ในทันทีว่าเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสื่อให้เห็นถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้ แต่หากเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นเพียงคำที่อาจสื่อให้สาธารณชนผู้ใช้สินค้าคิดหรือจินตนาการแล้วยังต้องใช้วิจารณญาณพอสมควรในการพิจารณาจึงจะเข้าใจว่าคำดังกล่าวสื่อให้ทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้น อาจถือไม่ได้ว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง จึงเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ

หมายเหตุ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำว่า “อินทัช” เป็นคำภาษาไทย ไม่มีความหมายตามพจนานุกรม และแม้คำว่า “Be in touch” ตามพจนานุกรมฯ แปลว่า “ติดต่อ” แต่ศาลฎีกามองว่า การติดต่อนั้นมีได้หลายรูปแบบ ทั้งการพบปะ พูดคุย หรือติดต่อลายลักษณ์อักษร เมื่อสาธารณะชนทั่วไปเห็นเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ก็ไม่อาจทราบหรือเข้าใจได้