คลังเก็บผู้เขียน: ทีมวิชาการสมาร์ทลอว์ฯ

คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ หากข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ ดังนี้ ศาลจะวินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 8113/2561  

โจทก์ฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม จําเลยให้การต่อสู้ว่าทางพิพาทไม่มีการจดทะเบียนภาระจำยอม และไม่ได้มีการใช้ทางภาระจำยอมเกินสิบปี ทางภาระจำยอมจึงสิ้นสภาพไปตามกฎหมาย ดังนั้น ข้อเท็จจริงว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะหรือไม่ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานนอกคําฟ้อง ข้อต่อสู้ คําให้การและนอกประเด็น ข้อพิพาทที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยประเด็นว่า ทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์หรือไม่ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอํานาจหยิบยกวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ปรับจําเลยอีกสถานหนึ่งโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 115/2562  

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจําเลย 3 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจําเลย 60,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจําเลย ดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะรอการลงโทษจำคุกแก่จําเลยอันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำคุกจําเลยไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จําเลยนั้นเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการกําหนดโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายมาตราดังกล่าว 

คําพิพากษาฎีกาที่ 250/2562 

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจําเลย 1 เดือน โดยไม่รอการลงโทษศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจําเลย 5,000  บา อีกสถานหนึ่งแล้วรอการลงโทษจคุกแก่จําเลยไว้ มีกําหนด 1 ปี ดังนี้ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะพิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกให้จําเลยอันเป็นการแก้ไขมากก็ตาม แต่เมื่อเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจําเลยไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 การที่โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจคุกจําเลย เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการกําหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว 

คําพิพากษาฎีกาที่ 4491/2562 

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จําเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 265,268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 335(11) วรรคแรก การกระทําของจําเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์นายจ้างซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 คุก 1 ปี จําเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จําเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 335 (11) วรรคแรก (เดิม) ลงโทษปรับ 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงปรับ 3,000 บาท แล้วรอการลงโทษจคุกและคุมความประพฤติจําเลยไว้ อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจําเลยไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 การที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จําเลยเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกําหนดโทษของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว  

พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยข้อหากระทําโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย รับอันตรายสาหัสฯ ผู้เสียหายยื่นคําร้องขอให้บังคับจําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยมิได้ขอให้บังคับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ย ดังนี้ ศาลจะพิพากษาให้จําเลยชําระดอกเบี้ยแก่ผู้เสียหายได้หรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 812/2562 

ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 กําหนดให้โจทก์ร่วมทั้งสาม ไม่ใช่ทรัพย์สินหรือราคาที่โจทก์ร่วมทั้งสามสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดแต่เป็นค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจําเลย เมื่อโจทก์ร่วมทั้งสามมิได้ยื่นคําร้องขอให้บังคับจําเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนดอกเบี้ยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จําเลยชําระดอกเบี้ยแก่โจทก์ร่วมทั้งสาม จึงเป็นการพิพากษาเกินคําขอ เป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอํานาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195  วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 

ข้อห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ นำมาปรับใช้กับคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง กรณีศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้องด้วยหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 505/2562 

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยในความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก (เดิม) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าที่ดินตามฟ้องเป็นของโจทก์ คดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าที่ดินเป็นของโจทก์ โดยจําเลย ครอบครองที่ดินดังกล่าวแล้วเบียดบังที่ดินเป็นของจําเลย อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการอุทธรณ์คัดค้านดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของ ป.วิ.อ. มาตรา 170 วรรคแรก, 193 วรรคแรก และ มาตรา 193 ทวิ ซึ่งนํามาปรับกับคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้เช่นเดียวกับในชั้นพิจารณา โจทก์จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ 

ผู้เสียหายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดี ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและประทับฟ้อง วันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายโจทก์ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี มีคําสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ แล้วพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคําพิพากษาศาลชั้นต้นย้อนสํานวนให้ศาลชั้นต้นดําเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จําเลยฎีกา ศาลฎีกาไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฯ ดังนี้ พนักงานอัยการมีสิทธิฟ้องจําเลยในเรื่องเดียวกันนี้อีกหรือไม่

คําพิพากษาฎีกาที่ 5391/2562 

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ในคดีก่อนผู้เสียหายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดี ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องและประทับฟ้อง ถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 3 สิงหาคม 2559 ทนายโจทก์ขอเลื่อนคดีเพราะเหตุความเจ็บป่วยของโจทก์ด้วยโรคมะเร็งผิวหนัง และได้ทําการผ่าตัดในวันที่ 18 กรกฎาคม 2559 แพทย์ผู้ตรวจรักษามีความเห็นว่าให้งดการเดินทางไปในเขตร้อนจนกว่าผิวหนังจะสัมผัสกับแสงแดดได้และนัดตรวจอาการในวันที่ 1 สิงหาคม 2559 โดยมีเอกสารพร้อมคําแปลมาแสดง แต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี มีคําสั่งให้งดสืบพยานโจทก์ เนื่องจากโจทก์ไม่มีพยานมานําสืบพิสูจน์ว่า จําเลยที่โจทก์ยังไม่ได้ถอนฟ้องไปกระทําความผิดตามฟ้อง และพิพากษายกฟ้อง ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า การขอเลื่อนคดีของโจทก์มีเหตุจําเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ กรณียังมีเหตุสมควรที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้เลื่อนการสืบพยานโจทก์ไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 179 วรรคสอง พิพากษายกคําพิพากษาศาลชั้นต้นและคําสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้งดสืบพยานโจทก์ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 3 สิงหาคม 2559 ให้ย้อนสํานวนให้ศาลชั้นต้นดําเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี เมื่อจําเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ ภาค 2 ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงดังกล่าวไว้ชอบด้วยเหตุผลแล้ว จึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ดังนั้น คําพิพากษายกฟ้องในคดีก่อนจึงเป็นอันถูกยกเลิกเพิกถอนไป ไม่อาจถือได้ว่าศาลได้มีคําพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ฟ้องแล้ว พนักงานอัยการโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจําเลยในคดีนี้ได้โดยไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) 

พิพากษายกคําพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นประทับฟ้องโจทกไว้แล้วดําเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีต่อไป 

โจทก์ฟ้องขอให้จําเลยชําระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชําระเสร็จ ศาลจะพิพากษาให้จําเลยชําระดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่รับเงินไว้หรือนับแต่วันผิดนัดได้หรือไม่

าพิพากษาฎีกาที่ 2569/2556  

โจทก์ขอให้บังคับจําเลยชําระเงินพร้อม ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2545 อันเป็นวันฟ้องจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาให้จําเลยชําระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 2 เมษายน 2545 อันเป็น วันที่รับไว้ได้เพราะจะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคําฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 และ 247 

คําพิพากษาฎีกาที่ 12683/2557 

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจําเลยทั้งสองร่วมกันชําระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จ และขอให้บังคับจําเลยที่ 1 ชําระค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญา เมื่อโจทก์ฟ้องวันที่ 21 ตุลาคม 2551 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จําเลย ที่ 1 ชําระเงินแก่โจทก์โดยกำหนดดอกเบี้ยให้นับตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2542 กับที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จําเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการผิดสัญญาแก่โจทก์ จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคําฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง  

ปัญหาว่าศาลล่างพิพากษาให้เกินไปกว่าที่ปรากฏในคําฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง 

โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมเพื่อฟังผลการเจรจาเพื่อจะทำความ ตกลงกัน จะถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องหรือไม่

าพิพากษาฎีกาที่ 3192/2557 

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่นัดแรกโจทก์ทั้งสี่และจําเลยแถลงร่วมกันว่า โจทก์ทั้งสี่ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับจําเลย แต่โจทก์ทั้งสี่ผิดสัญญา จําเลยจึง ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ต่อศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์ทั้งสี่และจําเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยศาลชั้นต้นมีคําพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นคดี หมายเลขแดงที่ 348/2551 และคดีอยู่ในระหว่างการบังคับคดี โจทก์ทั้งสี่และจําเลยสามารถตกลงยอดหนี้กันได้แล้ว โดยอยู่ในระหว่างการพิจารณาอนุมัติของกรรมการจําเลย และขอความเห็นชอบจากบรรษัทประกันสินเชื่อเพื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม คาดว่าจะใช้ เวลาประมาณ 2 เดือน และโจทก์ทั้งสี่แถลงเพิ่มเติมว่า หากตกลงกันได้จะถอนฟ้อง คดีนี้ ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีน่าจะมีทางตกลงกันได้ จึงให้เลื่อนไปนัดพร้อมเพื่อฟังผลการเจรจา ครั้นเมื่อถึงวันนัดโจทก์ทั้งสี่ไม่มาศาล โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง มีปัญหาว่าศาลชั้นต้น มีคําสั่งว่าโจทก์ทั้งสี่ทิ้งฟ้องและจําหน่ายคดีโจทก์ทั้งสี่ออกจากสารบบความเป็นคําสั่งที่ชอบ ด้วยกฎหมายหรือไม่ 

เห็นว่า บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ไม่ได้หมายความว่า เมื่อศาลกําหนดให้โจทก์ทั้งสี่ดำเนินคดีในเรื่องใดแล้ว โจทก์ทั้งสี่เพิกเฉยจะเป็นกรณีทิ้งฟ้องเสมอไป การที่จะถือว่าโจทก์ทั้งสี่ทิ้งฟ้องต้องเป็นกรณีที่ไม่ดําเนินการตามคําสั่งศาลแล้วเป็นเหตุที่ทให้ศาลไม่อาจดําเนินกระบวนพิจารณาต่อไปอีกได้ เมื่อพิจารณาถึงการดําเนินกระบวนพิจารณาของโจทก์ทั้งสี่ปรากฏว่าตั้งแต่วันนัดชี้สองสถานหรือสืบพยาน ทนายโจทก์ทั้งสี่และทนายจําเลยมาศาลและแถลงว่าคดีอยู่ระหว่างการเจรจา โดยทนายจําเลยจะนําเงื่อนไขของโจทก์ทั้งสี่เสนอผู้มีอํานาจเพื่อพิจารณา ศาลชั้นต้นจึงมีคําสั่งให้กําหนดนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่วันที่ 8 และ 9 มิถุนายน 2554 และสืบพยานจําเลยวันที่ 10 มิถุนายน 2554 ก่อนถึงวันนัดได้มีการนัด ไกล่เกลี่ยโดยผู้ประนีประนอมของศาลชั้นต้น อีก 4 ครั้ง ซึ่งทุกครั้งทนายโจทก์ทั้งสี่ และทนายจําเลยมาศาลทุกนัดและมีผลการเจรจาที่คืบหน้าตามลำดับ ครั้งสุดท้ายวันที่ 2 มิถุนายน 2554 แต่ตกลงกันยังไม่ได้ จึงต้องส่งสํานวนเข้าสู่กระบวนการสืบพยานโจทก์ทั้งสี่และจําเลย ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่ ทนายโจทก์ทั้งสี่และทนายจําเลย มาศาล แล้วแถลงว่าคดีอยู่ระหว่างเจรจาโดยรอผลการอนุมัติของกรรมการจําเลย และขอความเห็นชอบจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมซึ่งคาดว่าน่าจะตกลงกันได้ ศาลชั้นต้นให้เลื่อนไปนัดพร้อมเพื่อฟังผลการเจรจาวันที่ 4 กันยายน 2554 ถึงวันนัดโจทก์ที่ 2 ผู้รับมอบฉันทะทนายโจทก์ทั้งสี่ และทนายจําเลยมาศาล แล้วแถลงขอเลื่อนคดี เนื่องจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมยังพิจารณาการขอลดยอดหนี้ไม่เสร็จ ศาลอนุญาตให้เลื่อนไปนัดพร้อมเพื่อฟังผลการเจรจาวันที่ 16 พฤศจิกายน 2554 เมื่อถึงวันนัดดังกล่าวทนายโจทก์ทั้งสี่ไม่มาศาล จะเห็นได้ว่าทนายโจทก์ทั้งสี่มาศาลทุกนัดที่มีการไกล่เกลี่ย การที่โจทก์ทั้งสี่ไม่มาศาลย่อมแสดงว่าคดีไม่สามารถตกลงกันได้ จึงยังมีกระบวนพิจารณาที่ศาลชั้นต้นต้องดําเนินการต่อไปคือการสืบพยานโจทก์ทั้งสี่และสืบพยานจําเลย การที่โจทก์ทั้งสี่ไม่มาศาลในวันนัดพร้อมเพื่อฟังผลการเจรจายังไม่ใช่กรณีที่ถือว่าโจทก์ทั้งสี่ทิ้งฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นถือว่าโจทก์ทั้งสี่ทิ้งฟ้องและมีคําสั่งจําหน่ายคดีนั้น จึงเป็นคําสั่งที่ไม่ชอบ 

โจทก์ยื่นคําร้องขอแก้ไขคําฟ้องโดยลดจํานวนทุนทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งในคําร้องว่า “สําเนาให้จําเลย รอสั่งวันนัด” หลังจากนั้นศาลชั้นต้นได้ดําเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจนเสร็จ โดยมิได้มีคําสั่งคําร้องขอเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์แต่ประการใด แต่กลับพิพากษาให้จําเลยรับผิดตามคําฟ้องเดิม ดังนี้ เป็นการพิพากษาเกินคําขอหรือไม่

คำ

คำพิพากษาฎีกาที่ 2513/2557 

โจทก์ยื่นคําร้องขอแก้ไขคําฟ้องและคําขอท้ายฟ้อง จากเดิมที่ขอให้จําเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 38,555.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,051.72 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ เป็นว่าขอให้บังคับจําเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 32,639.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,519.82 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นยังคงพิพากษาให้จําเลยที่ 2 ชําระค่าเสียหาย 38,555.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,051.72 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ เป็นการพิพากษาให้จําเลยที่ 2 รับผิดเกินกว่าคําขอท้ายฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่นั้น 

เห็นว่า ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ได้ยื่นคําร้องขอแก้ไขคําฟ้องเป็นว่า จําเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องร่วมรับผิดกับจําเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,519.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2550 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่โจทก์ได้จ่ายค่าซ่อมรถยนต์ไปคิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,119.62 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 32,639.48 บาท และขอ แก้ไขคําขอท้ายฟ้องเป็นว่า ขอให้บังคับจําเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย 32,639.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 30,519.82 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชําระเสร็จแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งในคําร้องของโจทก์ว่า “สําเนาให้ จําเลย รอสั่งวันนัด” หลังจากนั้นศาลชั้นต้นได้ดําเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อมาจนเสร็จสํานวนโดยมิได้มีคําสั่งคําร้องขอเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์แต่ประการใด ถือว่า ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคําสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคําฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จําเลยที่ 2 รับผิดตามคําขอท้ายฟ้องเดิมจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคําขอ แต่อย่างไรก็ตาม โจทก์นําสืบว่า โจทก์เสียค่าแรงและค่าอะไหล่เป็นเงิน 30,519.82 บาท จําเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ 30,519.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2550 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่โจทก์ได้จ่ายเงินค่าซ่อมรถยนต์ไป คิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,119.62 บาท รวมเป็นค่าเสียหายที่จําเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ ทั้งสิ้น 32,639.48 บาท การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จําเลยที่ 2 ชําระค่าเสียหายแก่โจทก์ 38,555.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,051.72 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชําระเสร็จ ให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายเกินกว่าที่โจทก์มีสิทธิเป็นการไม่ชอบ และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของประชาชน 

ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ปิดหมาย เจ้าหน้าที่ศาลผู้ส่งหมายนำสำเนาคำร้องขอและหมายนัดไต่สวนไปใส่ในตู้รับจดหมายซึ่งอยู่บริเวณชั้นล่างของอาคารมิใช่หน้าห้องพักของผู้รับซึ่งอยู่ที่ชั้น 5 ของอาคาร ดังนี้ การปิดหมายชอบหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่  5332/2562  

เมื่อผู้ร้องเป็นผู้ยื่นคำแถลงขอให้ปิดหมาย และศาลชั้นต้นอนุญาตตามขอให้ปิดหมายแต่เจ้าหน้าที่ศาลผู้ส่งหมายกลับนำสำเนาคำร้องและหมายนัดไต่สวนไปใส่ในตู้รับจดหมายแทน  ซึ่งอยู่บริเวณชั้นล่างของอาคารมิใช่หน้าห้องพักของผู้คัดค้านที่ 1 เพราะห้องพักของผู้คัดค้านที่ 1 อยู่บริเวณชั้นที่ 5 ของอาคาร ดังนี้ ไม่ว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวจะเป็นภูมิลำเนาของผู้คัดค้านที่ 1 หรือไม่ก็ตาม แต่การปิดหมายมีความหมายอยู่ในตัวว่าต้องปิดในที่เปิดเผยแลเห็นได้ชัดและง่าย เพื่อให้ผู้ถูกปิดหมายทราบว่ามีคำร้องขอและหมายนัดจากศาล มิฉะนั้นแล้วกฎหมายคงไม่บัญญัติวิธีส่งหมาย  โดยวิธีปิดให้แตกต่างจากการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องวิธีอื่นที่ไม่ใช่การปิดหมายดังในกรณีนี้  จึงเป็นการขัดคำสั่งศาล ก็ต้องถือว่าการส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ชอบ ซ้ำข้อเท็จจริงยังปรากฏอีกว่า ย. บิดาของผู้ร้องเป็นพี่ชายของมารดาผู้คัดค้านที่ 1 ทำให้ข้ออ้างที่ว่าไม่รู้ที่อยู่ที่แท้จริงของผู้คัดค้านที่ 1 มาใช้วิธีส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามที่อยู่ในทะเบียนราษฎร์แทนนั้นไร้เหตุผลแต่หวังเพื่อไม่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 ทราบเรื่องและมาคัดค้านนั้นเอง  ฉะนั้นการที่ศาลชั้นต้นสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่การส่งหมายนัดและสำเนาคำร้องขอดังกล่าว  แล้วให้ส่งหมายใหม่ ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่  จึงถูกต้องและเป็นธรรมแล้ว 

คดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์และผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หากศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ ยกคำร้อง ผู้เสียหายไม่ได้อุทธรณ์หรือฎีกาในส่วนแพ่ง หากศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด จะมีอำนาจหยิบยกคดีในส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยได้หรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่  5475/2561 

จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส  แม้มูลเหตุจะเกิดจากผู้เสียหายสมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้กับจำเลย  และผู้เสียหายมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยก็ตาม  แต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการทำละเมิดต่อผู้เสียหาย  และจำเลยต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นตาม ป.พ.พ.มาตร 420 ผู้เสียหายย่อมเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 44/1 แม้ผู้เสียหายมิได้ฎีกาเเต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย  ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนปัญหาว่าจำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้องเพียงใดนั้นย่อมเป็นไปตาม ป.พ.พ.มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 ที่ให้พิจารณาว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพาะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร 

คำพิพากษาฎีกาที่  5760/2561 

สำหรับค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าไหมทดแทนนั้น  ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำร้อง  แม้ผู้ร้องทั้งสองจะไม่ได้ฎีกาแต่คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา  ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46  เมื่อผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งบัญญัติว่า “ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย… อันเนื่องมาจากกระทำความผิดของจำเลย  ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้…” ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลของคดีอาญาได้   เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยกระทำโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้ร้องที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส และผู้ร้องที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กายการกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดและจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสอง   โดยผู้ร้องทั้งสองเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาล  ค่าฟื้นฟูร่างกายและค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินซึ่งศาลชั้นต้นได้พิจารณาบาดแผลของผู้ร้องทั้งสองประกอบพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลย  แล้วกำหนดให้จำเลยรับผิดต่อผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 70,000 บาท  และผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น  ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย 

คำพิพากษาฎีกาที่  2936/2562 

ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้น  การพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อคดีอาญา  ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า  จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น  จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ร้องและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง  แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้  เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 (คำพิพากษาฎีกาที่  8496/2561 วินิจฉัยเช่นกัน)