คลังเก็บผู้เขียน: ทีมวิชาการสมาร์ทลอว์ฯ

ผู้ร้องซึ่งมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย จะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้หรือไม่ จะยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่ เเละหากยื่นคำร้องเเล้ว ศาลชั้นต้นยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องไม่ได้ฎีกา เเต่คดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้หรือไม่

การที่ผู้ร้องมีส่วนก่อให้จำเลยกระทำความผิดด้วย ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 2 (4) ย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญาร่วมกับพนักงานอัยการตามมาตรา 30 เเต่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนเเพ่งตามมาตรา 44/1 ได้

เมื่อผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 เเล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอผู้ร้อง แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาในเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย เเต่คดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนเเพ่งขึ้นมาวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาตามมาตรา 46 ได้ ดังนั้น ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจสั่งให้ผู้ร้้องได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 ได้ เเม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาขึ้นมาก็ตาม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7004/2561 ผู้ร้องมีส่วนในการก่อให้จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามความใน ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ไม่มีสิทธิเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญาตามมาตรา 30 แต่มีสิทธิยื่นคำร้องส่วนแพ่งขอเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลย ตามมาตรา 44/1 ได้ เมื่อการกระทำของจำเลยมิใช่เป็นการกระทำโดยป้องกันพอสมควรแก่เหตุโดยสำคัญผิด แต่เป็นการทำร้ายร่างกายผู้ร้องโดยบันดาลโทสะซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด คดีในส่วนแพ่งจำต้องถือตามข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 46 โดยฟังว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อผู้ร้องและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้อง แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทนมาด้วย ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

จำเลยให้การว่าจำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกคืนที่ดินคืน เเละฟ้องเเย้งว่าหากจำเลยจะต้องส่งคืนที่ดินพิพาทตามฟ้องเเก่โจทก์ ขอให้โจทก์คืนเงินค่าที่ดินเเละค่าสินไหมทดแทนในกรณีผิดสัญญาเเก่จำเลยนั้น ฟ้องเเย้งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความเเพ่ง
มาตรา 177 วรรคสาม วางหลักว่า จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก
มาตรา 179 วรรคท้าย วางหลักว่า แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้

การที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกคืนที่ดินจากจำเลยเเละเรียกให้จำเลยชดใช้ราคาที่ดิน เเละฟ้องเเย้งขอให้โจทก์คืนเงินค่าที่ดินและค่าสินไหมทดแทน เพราะเหตุผิดสัญญาหากข้อต่อสู้ของจำเลยที่ปฏิเสธการคืนโฉนดที่ดินไม่เป็นผล ฟ้องเเย้งของจำเลยย่อมเป็นฟ้องเเย้งที่มีคำขอบังคับหากศาลมีคำพิพากษาในทางใดทางหนึ่ง จึงเป็นฟ้องเเย้งที่มีเงื่อนไขให้ศาลต้องพิจารณาเมื่อข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยรับฟังไม่ได้ ฟ้องเเย้งนั้นจึงเป็นฟ้องเเย้งที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 177 วรรคสามประกอบมาตรา 179 วรรคท้าย ศาลไม่อาจรับฟัองเเย้งดังกล่าวไว้พิจารณาได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7985-7986/2561 จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยมีสิทธิในที่ดินและโฉนดที่ดินที่พิพาท โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเรียกคืนที่ดินและโฉนดที่ดินที่พิพาทและเรียกให้จำเลยชดใช้ราคาที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง และยังฟ้องแย้งด้วยว่า ไม่ว่าด้วยเหตุผลหรือด้วยข้อกฎหมายในกรณีใดก็ตามที่จำเลยจะต้องส่งคืนโฉนดที่ดินที่พิพาทตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองมีหน้าที่ต้องคืนเงินที่จำเลยได้ชำระโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนเป็นค่าที่ดินคืนให้แก่จำเลย พร้อมค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ทั้งสองผิดสัญญา อันแสดงเจตนาของจำเลยได้ว่า จำเลยขอฟ้องแย้งให้โจทก์ทั้งสองคืนเงินค่าที่ดินและค่าสินไหมทดแทน เพราะเหตุผิดสัญญาหากข้อต่อสู้ของจำเลยที่ปฏิเสธการคืนโฉนดที่ดินไม่เป็นผล ซึ่งเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขให้ศาลต้องพิจารณาต่อเมื่อข้อต่อสู้ตามคำให้การรับฟังไม่ได้แล้ว จึงไม่ชอบที่จะรับฟ้องแย้งไว้พิจารณาไปพร้อมกับฟ้องโจทก์ทั้งสอง แม้ศาลชั้นต้นจะรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้ ก็เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 (เดิม)

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องเเล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้องจึงพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำฟ้องไม่มีลายมือชื่อผู้เรียงเเละผู้เขียนหรือพิมพ์ จึงพิพากษายืน โจทก์จะฎีกาได้หรือไม่

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 220
วางหลักว่า ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในคดีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์

หลักเกณฑ์ของมาตรา 220
1.ศาลชั้นต้นยกฟ้อง (ในความผิดฐานใด) เเละ
2.ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง (ในความผิดฐานเดียวกัน)
3.ห้ามคู่ความฎีกาทั้งปัญหาข้อเท็จจริงเเละข้อกฎหมาย

การที่ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องเเล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำฟ้องไม่มีลายมือผู้เรียนเเละผู้เขียนหรือพิมพ์ เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 158 (7) จึงพิพากษายกฟ้องยืนตามศาลชั้นต้น ย่อมเป็นกรณีที่มีการศาลชั้นต้นเเละศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองศาล เเม้ว่าจะเป็นการพิพากษายกฟ้องด้วยเหตุต่างกันก็ตาม ก็ห้ามมิให้คู่ความฎีกาทั้งในปัญหาข้อกฎหมายเเละข้อเท็จจริงตามป.วิ.อาญา มาตรา 220 ดังนั้น โจทก์จึงไม่อาจฎีกาได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 2785/2561 ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้องพิพากษาให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า ฟ้องโจทก์มีเพียงลายมือชื่อโจทก์ไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียงและผู้เขียนหรือพิมพ์ จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) และล่วงเลยเวลาที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องตามมาตรา 161 วรรคหนึ่งเพราะศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์แล้ว เมื่อฟ้องโจทก์ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและล่วงเลยเวลาที่จะสั่งแก้ไขจึงไม่อาจพิจารณาและลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ พิพากษายืน ผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้อง โจทก์จึงฎีกาไม่ได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามมาตรา 220

คดีก่อนศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เนื่องจากผู้ร้องไม่สืบหาทรัพย์สินของจำเลย หากคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เดิม โดยอ้างพยานหลักฐานต่างๆที่มีมาตั้งแต่ก่อนยื่นคำร้องครั้งแรก เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 144 
เมื่อศาลใดมีคำพิพากษา หรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้น…

หลักเกณฑ์ในการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144
1. คู่ความทั้งสองคดีเป็นคู่ความเดียวกัน
2. ประเด็นทั้งสองคดีเป็นประเด็นเดียวกัน
3. มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดอีกคดีหนึ่งแล้ว

คดีนี้กับคดีก่อนมีคู่ความเดียวกัน คือ ผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 และมีประเด็นเดียวกันคือมีการขอเฉลี่ยทรัพย์ของจำเลยที่ 1 โดยคดีเดิมศาลชั้นตั้นมีคำสั่งยกคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์แล้ว ดังนี้ คดีนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 144

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 476/2562 คดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องเนื่องจากผู้ร้องไม่ขวนขวายสืบหาทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า ผู้ร้องไม่สามารถเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ได้ คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องเพื่อขอเฉลี่ยทรัพย์เดิม โดยพยานหลักฐานที่ผู้ร้องอ้างประกอบการยื่นคำขอ ทั้งการตรวจสอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือตรวจสอบบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินที่ผู้ร้องอ้างว่าถูกเจ้าหนี้อื่นยึดไปก็ล้วนเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 มีมาตั้งแต่ก่อนผู้ร้องยื่นคำร้องครั้งแรก การตรวจสอบหาทรัพย์สินเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้ร้องสามารถกระทำได้ตั้งแต่ต้นแต่ไม่ดำเนินการเอง การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ในคดีนี้อีกจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13087/2555 ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ฉบับแรกมาแล้ว แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเพราะผู้ร้องมิได้นำสืบให้ได้ความว่า จำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องจะบังคับเอาชำระหนี้ได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอเฉลี่ยทรัพย์ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ของผู้ร้องแล้ว การที่ผู้ร้องมายื่นขอคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์เป็นฉบับที่สองอีก โดยมีผลการสืบทรัพย์เพิ่มเติมซึ่งก็เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสืบทรัพย์เดิมมิใช่ข้อเท็จจริงใหม่ และผู้ร้องสามารถนำมาประกอบในการยื่นคำร้องขอเฉลี่ยทรัพย์ฉบับแรกได้อยู่แล้ว เพื่อเป็นหลักฐานว่ามีการสืบทรัพย์ประกอบข้ออ้างตามคำร้องเท่านั้น แต่ยังคงมีข้ออ้างและคำขอเช่นเดียวกับคำขอเฉลี่ยทรัพย์ฉบับแรกซึ่งมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยเดียวกันว่าจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นที่ผู้ร้องจะบังคับเอาชำระหนี้ได้หรือไม่ กรณีจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดมาแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง แม้จะเป็นขั้นตอนชั้นบังคับคดีก็ตาม

ในคดีแพ่ง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าสิทธิเรียกร้องโจทก์ขาดอายุความ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การแต่อย่างใด จะถือว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ด้วยหรือไม่

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 59 วางหลักว่า บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อาจเป็นคู่วามในคดีเดียวกันได้ โดยเป็นโจทก์ร่วมหรือจำเลยร่วม ถ้าหากปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดี แต่ห้ามมิให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกัน เว้นแต่มูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าบุคคลเหล่านั้นแทนซึ่งกันและกันเพียงเท่าที่จะกล่าวต่อไปนี้                               
(1) บรรดากระบวนพิจารณาซึ่งได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนหนึ่งนั้นให้ถือว่าได้ทำโดยหรือทำต่อคู่ความร่วมคนอื่น ๆ ด้วย

เมื่อโจทก์ฟ้องโดยอ้างว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์และต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ จึงถือได้ว่าจำเลยทั้งสี่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีและมูลความแห่งคดีนั้นจึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ 1และที่ 2 ได้ยื่นคำให้การต่อสู้เรื่องอายุความไว้ จึงถือว่าการยื่นคำให้การดังกล่าวได้กระทำโดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วย ศาลจึงสามารถพิพากษายกฟ้องไปถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ที่มิได้ยื่นคำให้การต่อสู้เรื่องอายุความได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1191/2560 ศาลชั้นต้นชี้สองสถานและกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ แม้จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะมิได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ แต่เมื่อตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ มูลความแห่งคดีจึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันไม่ได้ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้ว่าสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ถือว่าได้ทำโดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1)

โจทก์ฟ้องจำเลยโดยมีคำขอบังคับให้โจทก์มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวและให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนโจทก์ ระหว่างพิจารณามีการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรม ผลคือจำเลยมิได้เป็นบิดา หากจำเลยฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยเคยจ่ายไป จะทำได้หรือไม่

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  
                                               
มาตรา 177 วรรคสาม วางหลักว่า จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก

มาตรา 179 วรรคท้าย วางหลักว่า แต่ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดเสนอคำฟ้องใดต่อศาล ไม่ว่าโดยวิธีฟ้องเพิ่มเติมหรือฟ้องแย้ง ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องเดิมต่อศาลแล้ว เว้นแต่คำฟ้องเดิมและคำฟ้องภายหลังนี้จะเกี่ยวข้องกันพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้

โดยหลักแล้ว ฟ้องแย้งต้องเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม พอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ศาลจึงจะรับฟ้องแย้งไว้พิจารณา เมื่อจำเลยฟ้องแย้งโดยอาศัยเมื่อผลตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่ในระหว่างพิจารณาคดี จึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จำเลยจึงฟ้องแย้งในคดีนี้ไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2560 โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอบังคับให้โจทก์มีอำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียวพร้อมทั้งให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนโจทก์ โดยเป็นการเรียกบุตรคืนโดยอาศัยอำนาจปกครองบุตรตามที่โจทก์กับจำเลยทำบันทึกไว้ท้ายทะเบียนหย่า จำเลยฟ้องแย้งโดยขอให้ชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยต้องจ่ายไป ทั้งนี้หลังจากที่มีการทราบผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมว่าจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. ฟ้องแย้งในส่วนนี้ของจำเลยจึงเป็นฟ้องแย้งที่อาศัยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่ในระหว่างพิจารณาคดีโดยเป็นการบังคับแก่โจทก์ให้ชำระค่าเสียหาย จึงเป็นคนละเรื่องกับคำฟ้องของโจทก์ซึ่งไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม

ผู้เสียหายเป็นเด็กหญิงอายุ 7 ปีเศษ เล่นอยู่กับเพื่อนบริเวณอู่ซ่อมรถ จำเลยซึ่งอยู่ในบริเวณนั้นเรียกให้เข้าไปหาแล้วกระทำอนาจารจะเป็นความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานพรากเด็กอายุไม่เกินห้าปีไปเพื่อการอนาจารหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 8767/2561 คำว่า “พา”  หมายความว่า นำไปหรือพาไป ส่วนคำว่า “พราก” หมายความว่า การพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือกระทบกระเทือน โดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอมอันเป็นการมุ่งหมายเพื่อยึดครองอำนาจปกครองของบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลที่มีต่อเด็ก มิให้ผู้ใดล่วงละเมิดด้วยการพาไปหรือแยกเด็กออกจากความปกครองดูแล โดยไม่จำกัดว่ากระทำด้วยวิธีใดและไม่คำนึงถึงระยะเวลาใกล้ไกล ดังนั้น การที่จำเลยใช้กลวิธีด้วยการตะโกนเรียกผู้เสียหายที่ 2 ให้เข้าไปหาจำเลยและแม้ที่เกิดเหตุจะอยู่ห่างจากบริเวณที่ผู้เสียหายที่ 2 เล่นอยู่กับเพื่อนเพียง 7 เมตร กับแม้จะอยู่ในบริเวณอู่ซ่อมรถด้วยกันก็ตาม ถือได้ว่าจำเลยพาผู้เสียหายที่ 2 ไปและพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพาเด็กยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินห้าปีไปเพื่อการอนาจาร

ผู้กู้ชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดเวลาตามสัญญาบ้างหรือไม่ครบบ้าง แต่ผู้ให้กู้ก็ยอมรับชำระหนี้ไว้โดยไม่ทักท้วง จะถือว่าผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้เมื่อใด ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ หากผู้ให้กู้ไม่มีหนังสือบอกกล่าวกล่าวทวงถามให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ผู้ให้กู้จะมีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกันหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 1279/2562 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 บัญญัติว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้เรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ค้ำประกันที่จะชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ            
สัญญากู้ยืมเงินเพื่อการบริโภค ข้อ 3 ระบุว่าตกลงผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 8,500 บาท ยกเว้นเดือนสุดท้าย มีกำหนดชำระ 180 งวด เริ่มผ่อนชำระตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2553 เป็นต้นไป และชำระให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2568 … ส่วนสัญญาข้อ 4 ระบุว่า ถ้าผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้เงินต้นและ/หรือดอกเบี้ยงวดหนึ่งงวดใดผู้กู้ยอมถือว่าผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด  ยินยอมให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราไม่เกินดอกเบี้ยสูงสุดที่ผู้ให้กู้พึงเรียกได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในขณะทำสัญญากู้มีอัตราเท่ากับร้อยละ 19 ต่อปี ของยอดเงินกู้คงเหลือ ณ วันที่ผิดนัด แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลบัญชีสินเชื่อปรากฏว่านับแต่ทำสัญญาจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้โจทก์เรื่อยมาจนกระทั่งในงวดเดือนกันยายน 2555 และงวดเดือนตุลาคม 2555 จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ อันเป็นการผิดสัญญาข้อ 4 ย่อมต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ ต่อมาจำเลยที่ 1  ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2555 และชำระเรื่อยมาแม้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดเวลาตามสัญญาบ้างหรือไม่ครบบ้าง แต่โจทก์ก็ยอมรับชำระหนี้ไว้โดยที่ไม่ได้ทักท้วงย่อมแสดงว่าโจทก์ไม่ถือระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาเป็นสาระสำคัญ หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาจะต้องบอกกล่าวไปยังผู้กู้ให้ชำระหนี้ที่ค้างชำระโดยกำหนดเวลาพอสมควรก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือทวงถาม โดยจำเลยที่ 1 ได้รับเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2559 จึงครบกำหนดชำระหนี้ในวันที่ 20 เมษายน 2559 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย จำเลยที่ 1 จึงผิดนัดชำระหนี้เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 และภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์ไม่มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ทายาทของยนายสัญชัย ผู้ค้ำประกันชำระหนี้จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง  ที่แก้ไขใหม่โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 เป็นผลให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์

ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมจึงขับรถกระบะพุ่งชนกลุ่มรถจักรยานยนต์ที่ผู้ข่มเหงขับ โดยมีคนนั่งซ้อนท้ายซึ่งมิได้ร่วมในการข่อมเหงด้วย เป็นเหตุให้คนนั่งซ้อนท้ายถึงแก่ความตาย ดังนี้ ในส่วนคนนั่งซ้อนท้ายจะเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นด้วยเหตุบันดาลโทสะโดยพลาดหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 8882/2561 การกระทำโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ.มาตรา 72 เป็นกรณีที่ผู้กระทำถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ส่วนการกระทำโดยพลาดตาม ป.อ.มาตรา 60 เป็นกรณีที่ผู้กระทำเจตนากระทำต่อบุคคลคนหนึ่งแต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป สำหรับการกระทำโดยเจตนาย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น ผู้กระทำต้องเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นแล้วว่าจะทำให้ผู้ถูกกระทำได้รับผลนั้น ซึ่งเป็นผลที่เห็นได้ชัดว่า จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

            ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกขับรถจักรยานยนต์เที่ยวเล่นตั้งแต่เวลาประมาณ 21 นาฬิกา โดย พ. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 1 ส่วน ข. นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ท. ไม่ปรากฏว่า พ.กับ ข. ผู้ตายทั้งสองได้ร่วมทำร้ายหรือมีพฤติการณ์ใดที่แสดงให้เห็นว่ามีเจตนาที่ร่วมกับผู้เสียหายที่ 1 กับพวกทำร้ายจำเลย แม้ผู้ตายทั้งสองจะอยู่ในที่เกิดเหตุก็ไม่ปรากฎว่ามีการยุยงส่งเสริมสนับสนุนหรือให้กำลังใจเพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 กับพวกเกิดความฮึกเหิมรุมทำร้ายจำเลยกับพวก หลังเกิดเหตุผู้ตายทั้งสองไปกับผู้เสียหายที่ 1 กับพวกก็คงเป็นเพราะนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มาด้วยกันพฤติการณ์ของผู้ตายทั้งสองฟังไม่ได้ว่า ผู้ตายทั้งสองข่มเหงหรือร่วมกับผู้เสียหายที่ 1 กับพวกข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การที่จำเลยชับรถกระบะซึ่งมีขนาดใหญ่และมีแรงปะทะมากกว่ารถจักรยานยนต์หลายเท่าฝ่าเข้าไปหรือพุ่งชนกลุ่มรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 กับพวกโดยแรง แม้กระทำเพียงครั้งเดียว ก็เห็นได้ว่า จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าทั้งคนขับและคนนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ถูกชนจะถึงแก่ความตายได้ จึงถือว่าจำเลยมีเจตนากระทำต่อผู้ตายทั้งสองโดยตรงไม่ใช่ กรณีที่จำเลยเจตนาที่จะกระทำต่อกลุ่มคนที่รุมทำร้ายจำเลย แต่ผลของการกระทำเกิดแก่ผู้ตายทั้งสองโดยพลาดไป เมื่อผู้ตายทั้งสองมิได้ข่มเหงจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมการกระทำความผิดต่อผู้ตายทั้งสองจึงไม่อาจอ้างเหตุบันดาลโทสะได้

การดำเนินกิจการของบริษัทจำกัด กรรมการบริษัทเกิดความขัดแย้งกันจนมีการฟ้องร้องเป็นคดีอาญา และมีการตกลงกันในคดีอาญาว่าจะดำเนินการชำระบัญชีและเลิกบริษัท หลังจากนั้นไม่มีการดำเนินการเพื่อเลิกบริษัท กรณีดังกล่าว จะฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เลิกบริษัท และตั้งผู้ชำระบัญชีหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 6712/2561 การเลิกบริษัทจำกัด ต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1236 หรือมาตรา 1237 ซึ่งเป็นกรณีที่มีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งให้บริษัทจำกัดเลิกกันตามมาตรา 1236(1)ถึง(5)หรือมีเหตุที่ศาลอาจสั่งให้เลิกบริษัทจำกัดตามมาตรา 1237(1)ถึง(4) ที่โจทก์ขอให้ศาลสั่งเลิกบริษัทจำเลยที่ 1  ได้อาศัยข้ออ้างว่า ในคดีอาญาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ตกลงกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีดังกล่าวว่าจะดำเนินการเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 และชำระบัญชี ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวหาได้เป็นเหตุที่จะเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติมาตรา 1236 หรือมาตรา 1237 ไม่ การตกลงกันเช่นนั้นเป็นเพียงความประสงค์ของโจทก์ และจำเลยที่ 2 ที่ไม่ต้องการทำกิจการร่วมกันต่อไป แต่การตกลงกันจะเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ จะต้องดำเนินการตามมาตรา 1236(4) โดยอาศัยมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ซึ่งต้องมีการนัดเรียกประชุมและลงมติตามกฎหมาย มิใช่อ้างแต่เพียงข้อตกลงที่จะเลิกบริษัทโดยไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติ ส่วนปัญหาที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 มีความขัดแย้งกันจนดำเนินคดีอาญาและเป็นปฏิปักษ์กันนั้น แม้ทำให้เกิดข้อขัดข้องในการจัดการงานของจำเลยที่ 1 ในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ตาม แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ทำการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการโดยให้จำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โจทก์ย่อมไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป อีกทั้งความขัดแย้งในการบริหารงานของบริษัทก็หาใช่เหตุที่ศาลสั่งเลิกบริษัทตามมาตรา 1237 ได้ไม่