ผู้ถือหุ้นใช้สิทธิลงมติปลดประธานกรรมการ และแต่งตั้งตนเองเป็นประธานกรรมการบริษัทแทน ถือว่าผู้ถือหุ้นนั้นได้ลงมติในเรื่องที่ตนมีส่วนได้เสียเป็นพิเศษ อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1185 หรือไม่

Spread the love

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1185 วางหลักว่า ผู้ถือหุ้นคนใดมีส่วนได้เสียเป็นพิเศษในข้ออันใดซึ่งที่ประชุมจะลงมติ ท่านห้ามมิให้ผู้ถือหุ้นคนนั้นออกเสียงลงคะแนนด้วยในข้อนั้น

คำว่า ” ส่วนได้เสียพิเศษ “ ในกรณีนี้คือการที่บุคคลนั้นมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับบริษัทยิ่งกว่าผลประโยชน์ที่มีในฐานะผู้ถือหุ้น เช่น ในกรณีที่มีการลงมติซื้อที่ดินของผู้เริ่มก่อการผู้เริ่มก่อการซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินไม่สามารถลงคะแนนเสียงได้เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้เสียพิเศษ โดยมีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องยิ่งกว่าผลประโยชน์ที่มีในฐานะผู้ถือหุ้น

การที่ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งในบริษัท ลงคะแนนออกเสียงถอดถอนประธานกรรมการบริษัทในการประชุมผู้ถือหุ้นนั้น ถือเป็นการใช้สิทธิโดยปกติธรรมดาในการจัดการบริษัทจำกัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1144 และ มาตรา 1151 แม้ผู้ถือหุ้นคนนั้นจะแต่งตั้งตนเองเป็นประธานกรรมการบริษัทแทนประธานกรรมการบริษัทคนเดิมก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวก็มิใช่การให้สิทธิประโยชน์แก่ตนเองในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นกรณีพิเศษ แม้ผู้ถือหุ้นคนนั้นจะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องดังกล่าวก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงส่วนได้เสียตามธรรมดาหาใช่ส่วนได้เสียเป็นพิเศษแต่อย่างใดไม่ ดังนี้ การกระทำดังกล่าวของผู้ถือหุ้นจึงไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1185

คำพิพากษาฎีกาที่ 6454/2561 ป.พ.พ. มาตรา 1175 วรรคหนึ่ง กำหนดให้แจ้งวันนัดประชุมใหญ่บริษัทด้วยการลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่และส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังผู้ถือหุ้นทุกคนก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนั้น ก็เพื่อมุ่งประสงค์ให้มีการแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้าเพื่อผู้ถือหุ้นจะได้เตรียมตัวสอบถามหรือแสดงความคิดเห็นอันจะเป็นประโยชน์แก่บริษัทได้เต็มที่ จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือขอเชิญประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 4 เมษายน 2557 เรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 22 เมษายน 2557 โดยจัดส่งหนังสือเชิญประชุมไปยังภูมิลำเนาของผู้ถือหุ้นทุกคนทางไปรษณีย์ตอบรับและลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่อย่างน้อยหนึ่งคราวก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่าเจ็ดวันตามบทบัญญัติดังกล่าวและตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 แล้ว การเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 22 เมษายน 2557 จึงชอบด้วยกฎหมาย

ป.พ.พ. มาตรา 1185 มีความหมายเพียงว่า ห้ามมิให้ออกเสียงลงมติเฉพาะผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษเกี่ยวกับข้อซึ่งที่ประชุมจะลงมติเท่านั้น เมื่อการแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการบริษัท เป็นเรื่องปกติของการบริหารจัดการบริษัทซึ่งต้องอยู่ภายใต้การควบคุมหรือครอบงำของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ดังนั้นผู้ถือหุ้นย่อมมีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการบริษัทได้ โดยถือตามคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รับรองสิทธิของผู้ถือหุ้นในการควบคุมดูแลการ
จัดการงานของบริษัท การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิออกเสียงปลดโจทก์ทั้งสองออกจากกรรมการและปลดโจทก์ที่ 1 ออกจากประธานกรรมการ และแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 แทน จึงเป็นปกติธรรมดาของวิธีการจัดการบริษัทจำกัดดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1144 และ มาตรา 1151 นอกจากนี้การที่ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือ
หุ้นมีมติให้ถอดถอนโจทก์ทั้งสองออกจากกรรมการและถอดถอนโจทก์ที่ 1 ออกจากประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 และแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นประธานกรรมการแทน ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 หลุดพ้นจากการถูกตรวจสอบการบริหารงานของจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการและจำเลยที่ 3 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 ยังคงต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของบริษัทและอยู่ในความครอบงำหรือการควบคุมของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นอยู่ต่อไป ดังนั้น การออกเสียงลงคะแนนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการให้สิทธิประโยชน์แก่ตนเองในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นกรณีพิเศษแม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องดังกล่าวก็เป็นเพียงส่วนได้เสียตามธรรมดาหาใช่ส่วนได้เสียเป็นพิเศษที่จะถึงกับต้องห้ามไม่ให้ร่วมลงมติตามมาตรา 1185 แต่อย่างใดไม่ การออกเสียงลงมติของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1246/2520 วินิจฉัยแนวเดียวกัน

กรณีที่ไม่ถือว่าเป็น “ผู้มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษ” ในกรณีอื่น

  • ผู้ถือหุ้นลงมติให้บริษัททำสัญญาประนีประนอมยอมความในหนี้ให้กับตนเอง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4362/2560 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท บ. ลงมติให้สัตยาบันสัญญาประนีประนอมยอมความในหนี้ที่จำเลยที่ 1 นำมาฟ้องให้บริษัท บ. ใช้หนี้ดังกล่าวให้แก่ตน จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียเป็นพิเศษในมติข้อดังกล่าว เพราะแม้ไม่มีมติดังกล่าว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ก็ชอบที่จะได้รับชำระหนี้หรือเรียกร้องให้บริษัท บ. ชำระหนี้ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย การออกเสียงลงมติของจำเลยที่ 1 ถือว่ากระทำได้โดยชอบ ไม่ขัดต่อบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1185

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 575/2539 วินิจฉัยแนวเดียวกัน