ทําร้ายร่างกายผู้อื่นจนสลบไป แล้วนําร่างไปไว้บนรถบรรทุกไปจอดทิ้งไว้ แต่เนื่องจากผู้ถูกทําร้ายฟื้นขึ้นจึงใช้เชือกรัดคอจนถึงแก่ความตาย ณ สถานที่นั้น โดยไม่มีการ เคลื่อนผู้ตายไปที่ใดอีก จะเป็นความผิดฐานร่วมกันเคลื่อนย้ายศพ หรือไม่

Spread the love

คําพิพากษาฎีกาที่ 2792/2560  จําเลยที่ 3 มีเจตนาร่วมทําร้ายผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตั้งแต่แรกที่จําเลยที่ 2 ได้ขอให้จําเลยที่ 3 ช่วยเหลือก่อนเกิดเหตุแล้ว จําเลยที่ 3 มีความผิดเพียงฐานร่วมกันทําร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนซึ่งเป็นความผิดลักษณะหนึ่งในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 อันเป็นความผิดอย่างหนึ่งที่เป็นความผิดได้ในตัวเองในหลายอย่างที่รวมอยู่ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องและมีอัตราโทษน้อยกว่า ศาลย่อมลงโทษในความผิดตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย  จําเลยที่ 2 ใช้เชือกรัดคอผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ณ สถานที่ที่จําเลยที่ 2 นํารถยนต์กระบะมาจอดทิ้งไว้ เนื่องจากผู้ตายฟื้นขึ้นยังไม่ตาย จากนั้นก็ไม่มีการเคลื่อนผู้ตายไปที่ใดอีก แสดงว่าระหว่างที่จําเลยที่ 2 และที่ 3 ยกผู้ตายมาไว้ในรถยนต์กระบะจนถึงเวลาที่จําเลยที่ 2 ขับรถยนต์กระบะไปจอดทิ้งไว้ที่อื่นก่อนที่จําเลยที่ 2 จะฆ่าผู้ตายที่นั่น ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ การเคลื่อนย้ายผู้ตายไปสถานที่ดังกล่าวไม่ใช่เป็นการเคลื่อนย้ายศพตามฟ้อง การกระทําของจําเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันเคลื่อนย้ายศพเพื่อปิดบัง การเกิด การตายหรือเหตุแห่งการตายกับฐานเคลื่อนย้ายศพโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 และมาตรา 336/3 ประกอบมาตรา 83 ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 มาตรา 4 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 296 และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน เมื่อโทษจําคุกตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจําคุกเท่ากัน ส่วนโทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตาม กฎหมายเดิม กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จําเลยที่ 3 ต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทําความผิดบังคับแก่จําเลยที่ 3