ผู้รับจ้างหลอกลวงผู้ว่าจ้างว่า ธนาคารได้ออกหนังสือค้ำประกันมอบให้ร้านของผู้รับจ้างแล้ว เป็นเหตุให้ผู้ว่าจ้างหลงเชื่อ ตกลงทําสัญญาจ้างให้ทําความสะอาดอาคารโรงพยาบาลและผู้รับจ้างได้เข้าทําความสะอาดและรับเงินค่าจ้างทําความสะอาดงวดแรกไปแล้ว ต่อมาผู้ว่าจ้างตรวจพบว่าธนาคารไม่ได้ออกหนังสือค้ำประกันให้แก่ร้านของผู้รับจ้างจึงบอกเลิกสัญญา ดังนี้ จะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ และผู้ว่าจ้างจะเรียกเอาเงินค่าจ้างคืนจากผู้รับจ้าง ได้หรือไม่

Spread the love

คําพิพากษาฎีกาที่ 6404/2560 ตามระเบียบการทําสัญญาจ้างทําความสะอาดโรงพยาบาล ช. ผู้รับจ้างจะต้องมี หนังสือค้ำประกันของธนาคารมายื่นให้ผู้ว่าจ้างเพื่อเป็นการค้ำประกันในกรณีที่ผู้รับจ้างก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ หรือต้องชําระค่าปรับ หรือค่าใช้จ่ายใด ๆ หรือผู้รับจ้างมิได้ปฏิบัติตามภาระหน้าที่ใด ๆ ที่กําหนดในสัญญาจ้าง หากผู้รับจ้างคนใดไม่มีหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาแสดง ก็ไม่อาจทําสัญญาจ้างผู้รับจ้างคนดังกล่าวได้ การที่จําเลยทั้งสองประสงค์จะให้ร้านของจําเลยทั้งสองได้รับงานจ้างทําความสะอาดโรงพยาบาล ช. จึงหลอกลวงนําหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ก. ที่ว่า ธนาคารยอมผูกพันตนโดยไม่มีเงื่อนไขที่จะค้ำประกันชนิดเพิกถอนไม่ได้ เช่นเดียวกับลูกหนี้ชั้นต้นในการชําระเงินให้ตามสิทธิเรียกร้องของโรงพยาบาล ช. ผู้ว่าจ้าง ในกรณีที่ร้านของจําเลยทั้งสองผู้รับจ้างก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ หรือต้องชําระค่าปรับหรือ ค่าใช้จ่ายใด ๆ หรือร้านของจําเลยทั้งสองผู้รับจ้างมิได้ปฏิบัติตามภาระหนี้ใด ๆ ที่กําหนดในสัญญาจ้างมาแสดง แต่ความจริงแล้วธนาคารมิได้ออกหนังสือค้ำประกันดังกล่าวให้แก่จําเลยทั้งสอง การหลอกลวงดังกล่าวเป็นการกระทําเพื่อแสวงหาประโยชน์มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสําหรับร้านของจําเลยทั้งสอง เพราะหากร้านของจําเลยทั้งสองไม่มีหนังสือค้ำประกันของธนาคาร ผู้เสียหายย่อมไม่ทําสัญญาจ้างร้านของจําเลยทั้งสอง การหลอกลวงดังกล่าวจึงเป็นการกระทําโดยทุจริต และการหลอกลวงโดยทุจริตดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้เสียหาย หลงเชื่อตกลงทําสัญญาจ้างร้านของจําเลยทั้งสองทําความสะอาดโรงพยาบาล ช. ซึ่งเป็นการก่อให้เกิดสิทธิแก่จําเลยทั้งสองในการที่จะเข้าทําความสะอาดโรงพยาบาล ช. อันเป็นการหลอกลวงโดยทุจริตให้ผู้เสียหายเข้าทําสัญญาจ้างอันเป็นเอกสารสิทธิ เมื่อการหลอกลวงโดยทุจริตเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อตกลงทําสัญญาจ้างร้านของจําเลยทั้งสอง ทําความสะอาดกับโรงพยาบาล ช. โรงพยาบาล ช. จึงให้สิทธิจําเลยทั้งสองเข้ารับงานอันเป็นผลให้จําเลยทั้งสองมีโอกาสเข้าทําความสะอาดโรงพยาบาล ช. และได้ทรัพย์สินเป็นเงินค่าจ้างจากการทํางาน 108,000 บาท จึงถือได้ว่าจําเลยทั้งสองกระทําความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงแล้ว แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าภายหลังทําสัญญาจําเลยทั้งสองเข้าทําความสะอาดโรงพยาบาล ช. จริง โรงพยาบาล ช. จึงตรวจรับงานและอนุมัติค่าจ้างงวดแรกให้แก่ร้านของจําเลยทั้งสอง 108,000 บาท แต่การเข้าทํางานดังกล่าวก็เนื่องมาจากจําเลยทั้งสองโดยทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายจนผู้เสียหายหลงเชื่อทําสัญญาจ้างร้านของจําเลยทั้งสองทําความสะอาดโรงพยาบาล ช. ดังนั้น การที่จําเลยทั้งสองเข้าทําความสะอาดโรงพยาบาล ช. จริงก็ไม่เป็นเหตุให้การกระทําความผิดอาญาของจําเลยทั้งสองที่เกิดขึ้นแล้วกลับกลายไม่เป็น ความผิด การกระทําของจําเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามฟ้องแล้ว จําเลยทั้งสองโดยทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายว่า ธนาคาร ก. ได้ออกหนังสือค้ำประกันให้ร้านของจําเลยทั้งสอง แต่ความจริงแล้วธนาคารมิได้ออกหนังสือค้ำประกัน ดังกล่าวให้แก่ร้านของจําเลยทั้งสองโดยการหลอกลวงดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อตกลงทําสัญญาจ้างร้านของจําเลยทั้งสองให้ทําความสะอาดอาคารโรงพยาบาล ช. หากจําเลยทั้งสองไม่มีหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร ผู้เสียหายจะไม่เข้าทําสัญญาจ้างกับจําเลยทั้งสอง กรณีจึงถือได้ว่านิติกรรมสัญญาจ้างระหว่างผู้เสียหายกับจําเลยทั้งสองเกิดจากกลฉ้อฉลถึงขนาดสัญญาจ้างดังกล่าวจึงเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 159 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง เมื่อผู้เสียหายบอกเลิกสัญญาอันเป็นการบอกล้างโมฆียะกรรม ทําให้สัญญาจ้างตกเป็นโมฆะตั้งแต่วันทําสัญญา ผู้เสียหายและจําเลยทั้งสองจึงต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง แม้การที่จะให้จําเลยทั้งสองคืนเงินค่าจ้างทําความสะอาดแก่ผู้เสียหายไม่เป็นการพ้นวิสัย แต่การงานที่จําเลยทั้งสองทําให้ผู้เสียหายไปแล้ว ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ผู้เสียหายและผู้เสียหายยอมรับเอาการงานของจําเลยทั้งสองแล้ว ตามหนังสือขออนุมัติเบิกจ่ายเงินผู้เสียหายก็ต้องกลับคืนไปยังฐานะเดิมด้วยเช่นกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อการที่จะให้การงานที่ทําไปแล้วกลับคืนยังฐานะเดิมเป็นการพ้นวิสัย ผู้เสียหายจึงต้องใช้ค่าเสียหายที่สมควรแก่หน้าที่การงานให้จําเลยทั้งสอง โดยถือว่าค่าจ้างตามฟ้องที่จําเลยทั้งสองได้รับไปแล้วเป็นค่าเสียหายจํานวนนั้น ผู้เสียหายจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาเงินดังกล่าวคืนจากจําเลยทั้งสองอีก