การทําสัญญาค้ำประกันเป็นการจัดการสินสมรสที่สามีและภริยาต้องจัดการร่วมกัน หรือต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่

Spread the love

คำพิพากษาฎีกาที่ 2934/2559 บริษัท ก. ได้กู้ยืมเงินโจทก์โดยมีจําเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องทําสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของบริษัทดังกล่าว ต่อมาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จําเลยที่ 1 ชําระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จําเลยที่ 1 ไม่ชําระ โจทก์จึงนําเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหุ้นประเภทหุ้นสามัญของบริษัท ร. ของจําเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสินสมรสของจําเลยที่ 1 กับผู้ร้องเพื่อบังคับชําระหนี้ตามคําพิพากษา ผู้ร้องขอให้กันส่วนหุ้นสามัญที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้สําหรับผู้ร้องกึ่งหนึ่งนั้น เมื่อไม่ได้ความว่าบริษัท ก. เป็นบริษัทที่ประกอบกิจการในครอบครัวของจําเลยที่ 1 กับผู้ร้อง ทั้งการ กู้ยืมเงินเป็นเรื่องที่บริษัท ก. เป็นผู้กู้ยืมเงินจากโจทก์ โดยหาใช่เป็นกรณีที่จําเลยที่ 1 เป็นผู้กู้ยืม เพื่อนําเงินมาใช้จ่ายในครัวเรือนของจําเลยที่ 1 กับผู้ร้องแต่อย่างใดไม่ ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงสัญญาค้ำประกันที่จําเลยที่ 1 ทําไว้แก่โจทก์ ก็จะเห็นได้ว่าจําเลยที่ 1 ทําสัญญายอมผูกพันตนต่อโจทก์เพื่อชําระหนี้ในเมื่อบริษัท ก. ไม่ชําระหนี้เงินกู้ยืมนั้น ซึ่งการเป็นผู้ค้ำประกัน ของจําเลยที่ 1 ดังกล่าวนอกจากจะเป็นการกระทําเพื่อประโยชน์แก่ผู้ให้กู้แล้ว ยังเป็นการกระทําเพื่อประโยชน์แก่บริษัท ก. ผู้กู้ เพื่อจะได้มีเงินมาใช้ในการประกอบกิจการของบริษัท แม้จําเลยที่ 1 จะเป็นกรรมการผู้มีอํานาจของบริษัท ก. แต่หนี้ที่เกิดขึ้นจากการทําสัญญา ค้ำประกันของจําเลยที่ 1 ก็มิใช่หนี้ที่เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจําเป็นสําหรับครอบครัวหรือเป็นหนี้เกี่ยวแก่การอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือเป็นหนี้ที่เกี่ยวข้องกับ สินสมรสหรือเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานที่จําเลยที่ 1 และผู้ร้องทําด้วยกัน เมื่อหนี้ตามสัญญาค้ำประกันของจําเลยที่ 1 มิใช่หนี้ที่เป็นไปตามบทบัญญัติใน ป.พ.พ. มาตรา 1490 หนี้ประเภทนี้จึงมิใช่หนี้ที่จําเลยที่ 1 และผู้ร้องเป็นลูกหนี้ร่วมกัน แต่เป็นหนี้ส่วนตัวของจําเลยที่ 1 โดยแท้  

บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1476 มิได้บัญญัติให้การทําสัญญาค้ำประกันเป็นการจัดการสินสมรสที่สามีและภริยาต้องจัดการร่วมกันหรือต้องได้รับความยินยอม จากอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งแปลความหมายได้ว่าจําเลยที่ 1 ผู้เป็นสามีของผู้ร้องสามารถทําสัญญาค้ำประกันได้ตามลําพัง โดยกฎหมายไม่ถือว่าเป็นการกระทําที่เกี่ยวข้องกับสินสมรสของทั้งสองฝ่าย ทั้งการที่ผู้ร้องเพิกเฉยมิได้โต้แย้งก็ไม่อาจฟังได้ว่าเป็นการให้สัตยาบันแก่การทําสัญญาค้ำประกันของจําเลยที่ 1 เมื่อหนี้ของจําเลยที่ 1 ตามคําพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิใช่หนี้ที่จําเลยที่ 1 และผู้ร้องเป็นลูกหนี้ร่วมกัน โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษา จึงไม่อาจบังคับชําระหนี้เอาจากสินสมรสในส่วนของผู้ร้องได้โดยไม่จําต้องพิจารณาว่าจําเลยที่ 1 และผู้ร้องได้หย่าขาดจากกันแล้วหรือไม่