คดีอัตราโทษจําคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลชั้นต้นมีคําสั่งจําหน่ายคดีเพราะสิทธินําคดีอาญามาฟ้องระงับ โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ สั่งให้ศาลชั้นต้นดําเนินกระบวนพิจารณาและมีคําพิพากษาต่อไปโดยไม่สั่งจําหน่ายคดี อันเป็นการ โต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของโจทก์ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่

Spread the love

คําพิพากษาฎีกาที่ 3162/2562 

โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องขอให้ลงโทษจําเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา ๓๕๒ มีระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาคดีอาญา ในศาลแขวง พ.ศ. 2494 มาตรา 22 (หมายเหตุ เทียบ ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ) แต่กฎหมายบัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์เฉพาะในส่วนของคําพิพากษาเท่านั้น การที่โจทก์ร่วม อุทธรณ์คําสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งจําหน่ายคดีเพราะสิทธินําคดีอาญามาฟ้องระงับ แม้จะเป็นการ อุทธรณ์ดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการรับฟังข้อเท็จจริงก็ตาม แต่คําสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวก็มิได้ ก้าวล่วงไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงในเนื้อหาแห่งคําฟ้องแต่อย่างใด อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมคงเป็นเรื่อง ที่โจทก์ร่วมขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 สั่งให้ศาลชั้นต้นดําเนินกระบวนพิจารณาและมีคําพิพากษา ต่อไปโดยไม่สั่งจําหน่ายคดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น กรณีเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์โต้แย้ง ดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการสั่งจําหน่ายคดีเพราะสิทธินําคดีอาญามาฟ้องระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) มิใช่เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงในเนื้อหาแห่งคําฟ้องที่จะต้องห้าม อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาคดีอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2494 มาตรา 22