คดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์และเรียกค่าเสียหาย จำเลยแต่ละคนให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ การพิจารณาว่าราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างใด

Spread the love

คำพิพากษาฎีกที่ 6548/2561 

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสามปลูกสร้างบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิ์ ขอให้ขับไล่และใช้คำเสียหาย จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่า จำเลยแต่ละคนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามส่วนสัดที่ครอบครอง เนื้อที่ 37 ตารางวา 27 ตารางวา และ 23 ตารางวา ตามลำดับ จึงเป็นกรณีที่จำเลยแต่ละคนแยกการครอบครองที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดคนละแปลงต่างหากจากกัน การที่จะพิจารณาว่าราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ จึงต้องถือตามราคาที่ดินพิพาทตามที่จำเลยแต่ละคนครอบครองและจำนวนค่าเสียหายที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิดซึ่งคำนวณตามส่วนสัดของที่ดินพิพาทที่จำเลยแต่ละคนครอบครอง เมื่อปรากฏตามหนังสือสำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขากาญจนดิษฐ์รับรองราคาประเมินที่ดินพิพาทตารางวาละ 375 บาท ดังนั้น จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยแต่ละคนซึ่งคำนวณตามส่วนสัดของราคาที่ดินพิพาทที่จำเลยแต่ละคนครอบครองรวมกับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องตามจำนวนที่ดินพิพาทที่จำเลยแต่ละคนครอบครองจึงเท่ากับ 39,137 บาท 28,559 บาท และ 24,328 บาท 

ตามลำดับ อุทธรณ์ของโจทก์สำหรับจำเลยแต่ละคนจึงมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินคนละห้าหมื่นบาท อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของมีสิทธิที่ดินพิพาทนั้น เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า จำเลยทั้งสามรับโอนที่ดินพิพาทโดยยังมิได้จดทะเบียนจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ผู้รับโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตไม่ได้นั้น เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเช่นกัน ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อเท็จจริงจึงเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติว่าด้วยอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ 

ต้องถือว่าข้อเท็จจริงได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น