ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะโทษที่ลงแก่จำเลยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่ ? คดีที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ การยื่นฎีกาสำหรับในคดีส่วนแพ่งมีหลักเกณฑ์อย่างไร ?

Spread the love

 

คำพิพากษาฎีกาที่ 4186/2562   

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา 288 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตาม ป.อ.มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 หนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 2,000,000 บาท  ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ   คำขอและข้อหาอื่นให้ยกศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำคุก 15 ปี ลดโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วคงจำคุก 10 ปี ให้ยกคำร้องที่ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น  คดีในส่วนอาญาเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เฉพาะโทษที่ลงแก่จำเลยอันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปีจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคสอง  ที่โจทก์ร่วมที่ 1 ฎีกาเป็นการฎีกาดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการลงโทษ  เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง  ต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมที่ 1 ฎีกาตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว                

สำหรับในคดีส่วนแพ่ง  การยื่นฎีกาต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2559 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27)มีผลใช้บังคับแล้ว  ฉะนั้นการจะยื่นฎีกาได้ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่เมื่อ ป.วิ.พ.มาตรา  244/1 ที่เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 247 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด”  มาตรา 247วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า “การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์  ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา”  และวรรคสองบัญญัติว่า “การขออนุญาตฎีกาให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น…”  การที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาด้วยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ