เรื่องเด่น

รวมบทบรรณาธิการเนติ by อ.เป้ อ.ตูน

อัปเดตบทบรรณาธิการ เนติฯ

เรื่องเด่น

รับสมาชิก Line Square ฎีกาใหม่ by อ.เป้ อ.ตูน

อยากได้มั้ย #ฎีกาใหม่ ดีๆ จาก อ.เป้ อ.ตูน ในทุกๆวัน ถ้าอยากได้ มาเป็นสมาชิก #LineSquare ฎีกาใหม่ by อ.เป้ อ.ตูน ด่วน !!! สมาชิก 1,000 คนแรก สมัครฟรี ! กดเข้าร่วมร่วมที่นี่  https://line.me/ti/g2/ZOZQB3Y1HF

อ่านเพิ่มเติม
เรื่องเด่น

ยินดีต้อนรับนักกฎหมายทุกท่าน

 

อาจารย์เป้ อาจารย์ตูน และทีมวิชาการสมาร์ทลอว์ติวเตอร์ ได้จัดทำเว็บไซท์นี้ขึ้นเพื่อเป็นแหล่งรวมคำพิพากษาศาลฎีกาใหม่ หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่นักศึกษากฎหมายทุกท่านครับ

ท่านที่สนใจสมัครเรียนกับอ.เป้ อ.ตูน สามารถสอบถามรายละเอียดและโปรโมชั่นได้ที่ Line @smartlawtutor  หรือโทร 086-987-5678 คอร์สที่เปิดสอนมีดังนี้

  • คอร์สทนายความ ภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ (ตั๋วรุ่น) ผู้ฝึกงาน 1 ปี (ตั๋วปี) ปากเปล่า
  • คอร์สเนติ 4 กลุ่มวิชา ได้แก่ อาญา แพ่ง วิอาญา วิแพ่ง และปากเปล่า
  • คอร์สกฎหมายรายวิชาสำหรับป.ตรี
  • คอร์สกฎหมายรายวิชาสำหรับเตรียมสอบผู้ช่วย
  • คอร์สสอนเทคนิคการเรียน เช่น การท่องตัวบท การอ่านหนังสือให้จำได้ การเขียนตอบข้อสอบ
  • คอร์สพัฒนาชีวิต สอนการสร้างความสำเร็จ การเงิน การลงทุน
  • คอร์สภาษาอังกฤษ Basic English Grammar, Toeic

ประเด็น : จำเลยพูดให้สัมภาษณ์ที่พม่าหมิ่นประมาทโจทก์ ความผิดสำเร็จเมื่อนักข่าวทราบข้อความนั้น จำเลยกระทำความผิดนอกราชฯ และไม่ใช่กรณี ตามม.5 ที่ผลเกิดในราชฯ ซึ่งจะถือว่าได้กระทำความผิดในราชฯ จึงไม่ต้องรับโทษในราชฯ (ฎ.6593/2559)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6593/2559 ความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326 ไม่ใช่ความผิดที่มีผลเกิดขึ้นต่างหากจากการกระทำ เมื่อจำเลยพูดให้สัมภาษณ์นักข่าว การกระทำของจำเลยที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นความผิดย่อมสำเร็จ เมื่อนักข่าวซึ่งเป็นบุคคลที่สามทราบข้อความแล้ว โดยคนที่ถูกหมิ่นประมาทไม่ต้องรู้ว่าตนเองถูกหมิ่นประมาท สำหรับข้อที่ว่าโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังนั้น เป็นพฤติการณ์ประกอบการกระทำ ไม่ใช่ผลของการกระทำ จึงไม่ต้องด้วย ป.อ. มาตรา 5 วรรคแรก เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทนอกราชอาณาจักรและไม่ใช่กรณีกระทำความผิดที่ประมวลกฎหมายอาญาถือว่าได้กระทำในราชอาณาจักร ผู้กระทำความผิดจึงไม่ต้องรับโทษในราชอาณาจักร

ประเด็น : ผู้ให้กู้นำสัญญากู้ปลอมมาฟ้อง ต่อมาได้เบิกความเท็จและนำสัญญากู้ปลอมมาสืบพยานต่อศาล แม้ทำคนละวัน แต่ทำโดยมีเจตนาเดียวกันจึงเป็นความผิดกรรมเดียว ศาลลงโทษฐานใช้/อ้างเอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทหนักที่สุดได้เพียงกระทงเดียว

คําพิพากษาฎีกาที่ 8407/2561 การที่จำเลยที่ 1 นำหนังสือสัญญากู้เงินที่ปลอมลายมือชื่อของผู้เสียหายใช้หรืออ้างในการฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้น อันเป็นความผิดฐานใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอมกับการที่จำเลยที่ 1 นำหนังสือสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าวนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอันเป็นความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จและฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 ตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นการกระทำคนละวัน แต่เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกันโดยมีเจตนาเดียวกันคือเพื่อที่จะให้ศาลพิพากษาให้ผู้เสียหายชำระเงินกู้ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามหนังสือสัญญากู้เงินที่ทำปลอมขึ้นเป็นสำคัญ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษในความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 เพียงกระทงเดียว

ประเด็น : ผู้เช่าที่ดินเพื่อนำมาบริหารจัดการเป็นที่จอดรถและจัดเก็บค่าบริการ เมื่อเข้าฤดูฝนเกิดมีพายุทำให้ต้นไม้ในบริเวณที่จอดรถหักลงมาทับรถเสียหาย ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามป.พ.พ. มาตรา 434

ป.พ.พ. มาตรา 434 ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะเหตุที่โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นก่อสร้างไว้ชำรุดบกพร่องก็ดี หรือบำรุงรักษาไม่เพียงพอก็ดี ท่านว่าผู้ครองโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ถ้าผู้ครองได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อปัดป้องมิให้เกิดเสียหายฉะนั้นแล้ว ท่านว่าผู้เป็นเจ้าของจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน

บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนั้น ให้ใช้บังคับได้ตลอดถึงความบกพร่องในการปลูกหรือค้ำจุนต้นไม้หรือกอไผ่ด้วย

ในกรณีที่กล่าวมาในสองวรรคข้างต้นนั้น ถ้ายังมีผู้อื่นอีกที่ต้องรับผิดชอบในการก่อให้เกิดเสียหายนั้นด้วยไซร้ ท่านว่าผู้ครองหรือเจ้าของจะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้นั้นก็ได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 3840/2563 จำเลยทำสัญญาเช่าพื้นที่จอดรถในโรงพยาบาลซึ่งเป็นที่ดินราชพัสดุเพื่อบริหารจัดการและติดตั้งระบบจัดเก็บค่าบริการจอดรถไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการดูแลค้ำจุนหรือตัดแต่งต้นไม้ในลานจอดรถให้มีสภาพมั่นคงเพียงพอที่จะต้านทานพายุที่เกิดขึ้นตามฤดูกาลซึ่งหาได้เป็นเหตุสุดวิสัยไม่ จำเลยในฐานะผู้ครองต้นไม้ที่หักล้มลงมาทับรถยนต์ที่ ณ. ผู้เอาประกันภัยนำไปจอดไว้ได้รับความเสียหาย จึงเป็นผู้กระทำละเมิดจำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 434 แก่ ณ. ผู้เอาประกันภัย เมื่อโจทก์ชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์แทนผู้เอาประกันภัยไปแล้ว จึงเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันซึ่งมีต่อจำเลยตามจำนวนเงินที่ชดใช้ไปนั้น

ประเด็น : ชายมอบทองแก่หญิงและมอบเงินแก่มารดาหญิงเพื่ออยู่กินร่วมกัน ต่อมาหญิงหนีออกจากบ้าน ไม่ถือว่าหญิงผิดสัญญาหมั้น เพราะไม่มีเจตนาจดทะเบียนสมรสกันแต่แรก ชายไม่มีสิทธิได้เงินและทองคืนและไม่มีสิทธิ์เรียกค่าทดแทน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6943/2562 โจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1 มิได้มีเจตนาจะทำการสมรสโดยการจดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1457 ทรัพย์สินที่โจทก์ทั้งสองมอบให้จำเลยทั้งสองจึงไม่ใช่ของหมั้นเพราะไม่ใช่ทรัพย์สินที่โจทก์ทั้่งสองมอบให้จำเลยทั้งสอง เพื่อเป็นหลักฐานการหมั้นและประกันว่าโจทก์ที่ 2 จะสมรสกับจำเลยที่ 1 และไม่ใช่สินสอดเพราะไม่ใช่ทรัพย์สินที่โจทก์ทั้งสองให้แก่จำเลยที่ 2 มารดาของจำเลยที่ 1 เพื่อตอบแทนการที่จำเลยที่ 1 ยอมสมรสตามมาตรา 1437

ประเด็น : บุตรที่บิดารับรองโดยพฤติการณ์ แต่ไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตรเป็นบุตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องย่าซึ่งเป็นผู้บุพการีได้ ไม่เป็นคดีอุทลุม

คําพิพากษาฎีกาที่ 1378/2564 ป.พ.พ. มาตรา 1562 ที่บัญญัติห้ามมิให้ฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญานั้น เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิ จึงต้องตีความโดยเคร่งครัดซึ่งต้องหมายความว่า เป็นการห้ามเฉพาะบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายฟ้องบุพการีของตนเท่านั้น ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสามเป็นบุตรของผู้ตายที่ผู้ตายรับรองแล้ว แต่ผู้ตายกับมารดาของโจทก์ทั้งสามมิได้จดทะเบียนสมรสกัน โจทก์ทั้งสามจะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ก็ต่อเมื่อผู้ตายและมารดาของโจทก์ทั้งสามได้สมรสกันในภายหลังหรือผู้ตายได้จดทะเบียนว่าโจทก์ทั้งสามเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 1547 บัญญัติไว้เท่านั้น เมื่อไม่ปรากฎว่าได้มีการดำเนินการตามบทบัญญัติดังกล่าวโจทก์ทั้งสามจึงมิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 เป็นย่าของโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามก็ไม่ต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ได้

ประเด็น : ลูกจ้างประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน แม้จะได้รับเงินจากการประกันภัย ลูกจ้างยังคงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้าง/สนง.ประกันสังคมด้วย

ฎ.5788/2530 บริษัท ส. นายจ้างเดิมของ พ. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกันบริษัทจำเลยที่ 2 นายจ้างคนใหม่ของ พ.ได้เอาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลให้แก่ พ.กรมธรรม์ประกันภัยมิได้มีข้อความกำหนดว่าต้องเป็นอุบัติเหตุอัน เนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างแต่เพียงประการเดียวแม้ลูกจ้างผู้เอาประกันภัยจะประสบอันตรายโดยมิได้เกิด ขึ้นจากอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยอันเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างบริษัทประกันภัยก็ยังคงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาแม้บริษัท ส.จะเป็นผู้ชำระเบี้ยประกันก็เป็นเพียงการให้สวัสดิการเพื่อบำรุงขวัญและเป็นกำลังใจในการปฏิบัติงานในหน้าที่ของ พ. เท่านั้นค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของ พ.ได้รับจากบริษัทประกันภัยจึงมิใช่เป็นเงินทดแทนตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นหน้าที่ของบริษัทจำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างที่จะต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อลูกจ้างประสบอันตราย เจ็บป่วยหรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง

.

กรณีที่นายจ้างได้เอาประกันการจ่ายเงินทดแทนไว้กับบริษัทประกันภัยตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ประเภท ขนาดของกิจการและท้องที่ที่ให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ฉบับที่ 13 ข้อ 4 นั้น เป็นกรณีที่นายจ้างได้เอาประกันไว้แล้วไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนสำหรับลูกจ้างที่เอาประกันไว้เท่านั้น หาได้กำหนดว่าเงินที่เอาประกันภัยเป็นเงินทดแทนไม่

…………………

ฎ.1964/2547 โจทก์เป็นลูกจ้างผู้ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงาน ย่อมเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนตาม พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ และในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ประสบภัยจากรถจึงเป็นผู้รับประโยชน์ที่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ ส่วนบริษัท ศ. ซึ่งเป็นนายจ้างโจทก์จะมีสิทธิขอรับเงินทดแทนต่อจำเลยได้ก็แต่เฉพาะที่ได้ทดรองจ่ายเงินทดแทนไปก่อน แล้วขอรับเงินทดแทนที่ได้ทดรองจ่ายไปนั้นคืนจากจำเลยตาม พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ มาตรา 25 เท่านั้น และแม้บริษัท ศ. จะเป็นผู้เอาประกันภัยรถโดยสารและประสบอุบัติเหตุ แต่บริษัทดังกล่าวก็ไม่มีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถฯ เพราะมิใช่ผู้ประสบภัยจากรถ การที่บริษัท ศ. จ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อนแล้วมาขอรับเงินที่จ่ายไปคืนจากบริษัทผู้รับประกันภัยนั้น เป็นการทดรองจ่ายแทนบริษัทผู้รับประกันภัยในฐานะผู้เอาประกันภัย ไม่ใช่ทดรองจ่ายแทนจำเลยในฐานะนายจ้าง ตามบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ มาตรา 25 จึงไม่มีสิทธิมาขอรับเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลย กับเมื่อบริษัทผู้รับประกันภัยได้จ่ายเงินคืนให้แก่บริษัท ศ. ไปแล้วย่อมทำให้สิทธิที่จะเรียกร้องเงินจำนวนดังกล่าวของบริษัท ศ. ระงับสิ้นลงแล้วไม่อาจสละสิทธิในเงินจำนวนดังกล่าวนี้ได้ ประกอบกับ พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ มาตรา 7 บัญญัติว่า การเรียกร้องหรือการได้มาซึ่งสิทธิหรือประโยชน์ตาม พ.ร.บ. นี้ไม่เป็นการตัดสิทธิหรือประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงได้ตามกฎหมายอื่น ดังนี้ แม้บริษัท ศ. จะทำหนังสือสละสิทธิไปยังจำเลยก็ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิที่โจทก์จะพึงได้รับในฐานะผู้ประสบอันตรายตาม พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ แต่ประการใด

ประเด็น : ลูกจ้างประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานจนถึงแก่ความตาย บุตรของลูกจ้างที่มีอายุ 21 ปี ไม่มีสิทธิรับเงินทดแทน

พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537

มาตรา 20 เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหาย ให้บุคคลดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้าง

(3) บุตรมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนต่อไปจนกว่าจะจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี

(3/1) บุตรมีอายุตั้งแต่สิบแปดปีขึ้นไปที่อยู่ระหว่างการศึกษาในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรีให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจนกว่าจะจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี (แก้ไขเพิ่มเติมปี 2561)

(4) บุตรมีอายุตั้งแต่สิบแปดปีและทุพพลภาพหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบซึ่งอยู่ในอุปการะของลูกจ้างก่อนลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหาย

*ฎ.3595/2561 ขณะลูกจ้างประสบอันตรายถึงแก่ความตาย บุตรลูกจ้างอายุ 21 ปี จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทน

ประเด็น : นายจ้างใช้ลูกจ้างไปส่งเอกสาร ลูกจ้างส่งเอกสารเสร็จแล้วแต่ประสบอันตรายระหว่างเดินทางกลับบ้าน แม้ยังอยู่ในเวลาทำงาน ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทน

*ฎ.3880/2560 ลูกจ้างเป็นพนักงานรับส่งเอกสาร แม้ขณะเกิดเหตุอยู่ในช่วงระยะเวลาทำงานก็ตาม แต่เมื่อลูกจ้างได้ไปรับหนังสือรับรองภาษีฯ ซึ่งเป็นงานชิ้นสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว ถือได้ว่าการทำงานในหน้าที่ของลูกจ้างให้แก่นายจ้างเสร็จสิ้นลงทันที การเดินทางกลับบ้านภายหลังจากเสร็จสิ้นการทำงานไม่ได้อยู่ภายใต้คำสั่งหรือการควบคุมบังคับบัญชาของนายจ้างอีก จึงถือไม่ได้ว่าการตายของลูกจ้างเกิดเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง

ประเด็น !!! กรณีลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือสูญหายในระหว่างการทำงาน “บุตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ของลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินทดแทน (พ.ร.บ.เงินทดแทน มาตรา 20

1. บุตรมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนต่อไปจนกว่าจะจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี
2. บุตรมีอายุตั้งแต่สิบแปดปีขึ้นไปที่อยู่ระหว่างการศึกษาในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรีให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจนกว่าจะจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี
3.บุตรมีอายุตั้งแต่สิบแปดปีและทุพพลภาพหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบซึ่งอยู่ในอุปการะของลูกจ้างก่อนลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหาย
4.บุตรของลูกจ้างซึ่งเกิดภายในสามร้อยสิบวันนับแต่วันที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือวันที่เกิดเหตุสูญหายมีสิทธิได้รับเงินทดแทนนับแต่วันคลอด —-
คำพิพากษาฎีกาที่ 11837-11838/2556 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้างคือ (3) บุตร…. (4) บุตร…. เป็นบทบัญญัติที่ถือเอาอายุ การศึกษา และความทุพพลภาพเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน โดยไม่ได้บัญญัติว่าต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย บุตรตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (3) (4) จึงต้องถือเอาความเป็นบุตรตามความเป็นจริง

ประเด็น!!! หนี้ร่วมของสามีภริยา แม้จะหย่ากันในภายหลังก็ยังต้องร่วมกันรับผิด ถูกยึดได้ทั้งสินสมรสและสินส่วนตัว ฎีกา 4913/2554

คำพิพากษาฎีกาที่ 4913/2554 หนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้ที่จำเลยกู้ยืมเงินไปทำไร่อ้อยร่วมกับผู้ร้อง เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากการงานซึ่งสามีภรรยาทำด้วยกันตาม ป.พ.พ.มาตรา 1490(3) จึงเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง แม้ต่อมาจำเลยกับผู้ร้องจะได้หย่าขาดและแบ่งทรัพย์สิน แบ่งความรับผิดในหนี้สิ้นต่อกันแล้ว แต่ไม่มีผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิของเจ้าหนี้ในอันที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากสินสมรสและสินส่วนตัวของจำเลยกับผู้ร้องตาม ป.พ.พ.มาตรา 1489 หรือบังคับชำระหนี้เอาจากคนใดคนหนึ่งโดยสิ้นเชิงแล้วแต่จะเลือกตาม ป.พ.พ.มาตรา 291 โจทก์จึงมีสิทธิยึดทรัพย์พิพาทเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้