เรื่องเด่น

รวมบทบรรณาธิการเนติ by อ.เป้ อ.ตูน

อัปเดตบทบรรณาธิการ เนติฯ ภาค 2/72 ทุกสัปดาห์

  • บทบรรณาธิการ เนติฯ ภาค 1/72 >> เล่ม 1-16
  • บทบรรณาธิการ เนติฯ ภาค 2/71 >> เล่ม 1-16
  • บทบรรณาธิการ เนติฯ ภาค 1/71 >> เล่ม 1-16
  • บทบรรณาธิการ เนติฯ ภาค 2/70 >> เล่ม 1-16
  • บทบรรณาธิการ เนติฯ ภาค 1/70 >> เล่ม 1-16
  • บทบรรณาธิการ เนติฯ ภาค 2/69 >> เล่ม 1-16
เรื่องเด่น

รับสมาชิก Line Square ฎีกาใหม่ by อ.เป้ อ.ตูน

อยากได้มั้ย #ฎีกาใหม่ ดีๆ จาก อ.เป้ อ.ตูน ในทุกๆวัน ถ้าอยากได้ มาเป็นสมาชิก #LineSquare ฎีกาใหม่ by อ.เป้ อ.ตูน ด่วน !!! สมาชิก 1,000 คนแรก สมัครฟรี ! กดเข้าร่วมร่วมที่นี่  https://line.me/ti/g2/ZOZQB3Y1HF

อ่านเพิ่มเติม
เรื่องเด่น

ยินดีต้อนรับนักกฎหมายทุกท่าน

 

อาจารย์เป้ อาจารย์ตูน และทีมวิชาการสมาร์ทลอว์ติวเตอร์ ได้จัดทำเว็บไซท์นี้ขึ้นเพื่อเป็นแหล่งรวมคำพิพากษาศาลฎีกาใหม่ หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่นักศึกษากฎหมายทุกท่านครับ

ท่านที่สนใจสมัครเรียนกับอ.เป้ อ.ตูน สามารถสอบถามรายละเอียดและโปรโมชั่นได้ที่ Line @smartlawtutor  หรือโทร 086-987-5678 คอร์สที่เปิดสอนมีดังนี้

  • คอร์สทนายความ ภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ (ตั๋วรุ่น) ผู้ฝึกงาน 1 ปี (ตั๋วปี) ปากเปล่า
  • คอร์สเนติ 4 กลุ่มวิชา ได้แก่ อาญา แพ่ง วิอาญา วิแพ่ง และปากเปล่า
  • คอร์สกฎหมายรายวิชาสำหรับป.ตรี
  • คอร์สกฎหมายรายวิชาสำหรับเตรียมสอบผู้ช่วย
  • คอร์สสอนเทคนิคการเรียน เช่น การท่องตัวบท การอ่านหนังสือให้จำได้ การเขียนตอบข้อสอบ
  • คอร์สพัฒนาชีวิต สอนการสร้างความสำเร็จ การเงิน การลงทุน
  • คอร์สภาษาอังกฤษ Basic English Grammar, Toeic

เงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ผู้อุทธรณ์หรือฎีกาต้องนำมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์หรือฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา 229 หมายความรวมถึงค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความด้วยหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 4659/2562 

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง  โดยกำหนดค่าทนายความรวมเป็นเงิน 10,000 บาท  เมื่อโจทก์ฎีกาโจทก์จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2  ดังกล่าวมาวางศาลพร้อมกับฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา 229ประกอบมาตรา 247(เดิม) แต่โจทก์ยื่นฎีกาโดยวางเงิน 10,000 บาท ซึ่งคงถือได้เป็นเพียงค่าธรรมเนียมในส่วนค่าทนายความที่ต้องแทนจำเลยทั้งสองเท่านั้น   ส่วนค่าธรรมเนียมอื่นที่ต้องใช้แทนจำเลยทั้งสอง คือค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์  20,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความชั้นอุทธรณ์ 500 บาท  โจทก์ไม่นำมาวางศาลพร้อมกับฎีกาด้วยเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าวให้ครบถ้วน  จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับฎีกาได้ทันที  เพราะมิใช่กรณีโจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาไม่ครบถ้วนตาม ป.วิ.พ.มาตรา 18 วรรคสอง  ที่ศาลชั้นต้นซึ่งมีหน้าที่ตรวจคำคู่ความจะต้องมีคำสั่งให้โจทก์ชำระให้ครบถ้วนเสียก่อนที่จะรับหรือไม่รับคำคู่ความ 

หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินศาลฎีกาพิพากษายกคำร้องขอ ต่อมาหากหุ้นส่วนจำกัดมายื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวอีกโดยเหตุผลเดิม ดังนี้ คำร้องขอในคดีหลังต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 7752/2561 

คดีก่อนที่ ช. ยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองสืบเนื่องมาจากโรงงานน้ำมันพืชปลูกสร้างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทเเละขณะนั้น ช. ยังเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการผู้ร้อง(ห้างหุ้นส่วนจำกัด) ศาลฎีกาพิพากษายกคำร้องขอ คดีนี้แม้ผู้ร้องจะเป็นบุคคลคนละคนกับ ช. ซึ่งเป็นผู้ร้องขอในคดีก่อน  แต่โรงงานน้ำมันพืชที่ปลูกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินพิพาทที่ผู้ร้องอ้างใช้สิทธิครอบครองปรปักษ์  เป็นโรงงานเดียวกันกับคดีก่อนที่ ช.ยื่นคำร้องขอและเป็นเหตุผลเดิม ถือได้ว่า ช. และผู้ร้องเป็นคู่ความเดียวกัน การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านทั้งสาม (เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท) อีก จึงเป็นการยื่นคำร้องขอในประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว  ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสามต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา145 ซึ่งต้องห้ามมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148  

โจทก์ร้องขอให้บังคับคดีในวันสุดท้ายที่มีสิทธิบังคับภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา แต่มีเหตุขัดข้องเนื่องจากภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำส่งไม่ชัดเจน และผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมบางคนถึงแก่ความตาย เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อขัดข้องเช่นว่านั้นเสียก่อน ดังนี้ จะถือว่าโจทก์บังคับคดีภายในสิบปีแล้วหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 7124/2561  

การร้องขอให้บังคับตามประมวลกฎหมายวีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271(เดิม) (ปัจจุบัน คือ มาตรา 274)  เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องดำเนินการขั้นตอนต่างๆของการบังคับคดีให้ครบถ้วนภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาขั้นแรกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี  ขั้นต่อไปต้องแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบว่าศาลได้ออกหมายบังคับคดี  และขั้นตอนสุดท้ายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2546 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โจทก์จึงต้องร้องขอให้บังคับคดีภายในวันที่ 24 เมษายน 2556   ปรากฏว่าโจทก์ได้ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2547 และได้ดำเนินการยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 แล้ว  แต่ได้เงินไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์  ครั้นเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2556 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีได้เป็นวันสุดท้าย  โจทก์ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 6083 และ 6084  ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์รวมแล้ว  เพียงแต่มีเหตุขัดข้องเนื่องจากภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำส่งไม่ชัดเจนและปรากฏว่าผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมบางคนถึงแก่ความตาย  เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขข้อขัดข้องเช่นว่านั้นเสียก่อน   เช่นนี้ย่อมถือว่าโจทก์ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของการบังคับคดีครบถ้วนภายในระยะเวลาบังคับคดีตามมาตรา 271(เดิม) แล้วเพียงแต่มีเหตุขัดข้องทำให้การดำเนินการบังคับคดีไม่แล้วเสร็จ  เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจดำเนินการบังคับคดีต่อไปจนเสร็จสิ้นได้  ส่วนที่โจทก์ยื่นคำขอให้ยึดที่ดินดังกล่าวอีกครั้งในวันที่ 10 เมษายน  2558 พร้อมนำส่งภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้างเละเอกสารเพิ่มเติมก็เป็นการแสดงความประสงค์ที่จะให้มีการบังคับยึดที่ดินที่โจทก์ขอให้ยึดไว้แล้วตามคำขอให้ยึดทรัพย์วันที่ 24 เมษายน 2556ต่อไปนั่นเอง  หาใช่เป็นกรณียื่นคำขอให้ยึดทรัพย์เมื่อล่วงเลยระยะเวลาบังคับคดีไม่ 

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะโทษที่ลงแก่จำเลยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปี โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่ ? คดีที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ การยื่นฎีกาสำหรับในคดีส่วนแพ่งมีหลักเกณฑ์อย่างไร ?

 

คำพิพากษาฎีกาที่ 4186/2562   

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา 288 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตาม ป.อ.มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 หนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 2,000,000 บาท  ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ   คำขอและข้อหาอื่นให้ยกศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำคุก 15 ปี ลดโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วคงจำคุก 10 ปี ให้ยกคำร้องที่ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น  คดีในส่วนอาญาเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เฉพาะโทษที่ลงแก่จำเลยอันเป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกินห้าปีจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218 วรรคสอง  ที่โจทก์ร่วมที่ 1 ฎีกาเป็นการฎีกาดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการลงโทษ  เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง  ต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมที่ 1 ฎีกาตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว                

สำหรับในคดีส่วนแพ่ง  การยื่นฎีกาต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2559 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27)มีผลใช้บังคับแล้ว  ฉะนั้นการจะยื่นฎีกาได้ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่เมื่อ ป.วิ.พ.มาตรา  244/1 ที่เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 247 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด”  มาตรา 247วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ บัญญัติว่า “การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์  ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา”  และวรรคสองบัญญัติว่า “การขออนุญาตฎีกาให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น…”  การที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาด้วยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ  

บุคคลซึ่งมิใช่ผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ในความผิดลหุโทษการสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่และพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 4104/2562  

จำเลยเข้าไปในอาคารพิพาทสำนักงานของโจทก์ร่วมที่1ซึ่งเป็นนิติบุคคลและส่งเสียงดังอันเป็นการรบกวนการทำงานและทำให้พนักงานของโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่อาจทำงานได้ซึ่งเป็นการกระทำความผิดฐานก่อความเดือนร้อนรำคาญแก่ผู้อื่นตาม ป.อ.มาตรา 397 อันเป็นความผิดลหุโทษนั้น เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดินและมิใช่ความผิดต่อส่วนตัวที่จะต้องมีการร้องทุกข์ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 121 วรรคสอง พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนตาม ป.วิ.อ.121 วรรคหนึ่ง  โดยไม่ต้องมีการร้องทุกข์กล่าวโทษจากผู้เสียหาย ดังนั้น แม้ศาลจะวินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมที่1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลจะมิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานดังกล่าวและการร้องทุกข์จะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม  ย่อมไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป  เพราะถึงอย่างไร โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยในปัญหาดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง , 252 ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 15 และพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4  

คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลย คดีหลังโจทก์ฟ้องผู้สืบสิทธิของจำเลย ทั้งสองคดีมีประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ดังนี้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีหนึ่งแล้ว ศาลในคดีหนึ่งจะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปหรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 7799/2561 

โจทก์ฟ้อง ส. กับ ศ. เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1996/2557 โดยบรรยายว่า ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ (ที่ดินมือเปล่า) ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวและเรียกค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทจาก ฉ. และ ภ. และเข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดิน โดยจำเลยที่ 2 ครอบครองทำประโยชน์เนื้อที่ 11 ไร่เศษ ต่อมา จำเลยที่ 2 ขายที่ดินส่วนดังกล่าวให้แก่ ช. (จำเลยในคดีนี้) และ ช. ครอบครองที่ดินมาโดยสงบเปิดเผยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกิน 1 ปี ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และโจทก์ยื่นฟ้อง ศ. กับพวกในข้อหาฐานความผิดละเมิด ห้ามรบกวนการครอบครองทรัพย์สินเรียกค่าเสียหาย ต่อมา ศ. ขายสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยและจำเลยเข้าไปตัดไม้ยูคาลิปตัสที่โจทก์ปลูกไว้ทั้ง 11 ไร่เศษ เป็นเงิน 200,000 บาท ขอให้ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องที่ดินและชดใช้ค่าเสียหายสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาทั้งสองสำนวน ต่างโต้แย้งเป็นประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกันว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แม้คดีแรกโจทก์มิได้ฟ้องจำเลยคดีนี้ร่วมกับ ศ. และพวกเป็นจำเลยก็ตาม แต่ตามคำฟ้องของโจทก์คดีนี้ได้บรรยายยืนยันว่า ศ. ขายที่ดินส่วนที่ ศ. บุกรุกเข้าไปปให้จำเลยในคดีนี้อันเป็นปริยายว่าจำเลยเข้าไปในที่ดินพิพาทของโจทก์คนละคราวกับ ศ. แต่เป็นการเจข้าไปโดยอาศัยมูลเหตุจากการที่ ศ. ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยเป็นสำคัญ กรณีตามคำฟ้องจึงต้องถือว่าจำเลยผู้ผู้สืบสิทธิของ ศ. นั้นเอง ทั้งต้องถือว่าจำเลยในคดีนี้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าวด้วย ต่อมาเมื่อคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1996/2557 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วฟังข้อข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดีกว่าโจทก์ และพิพากษายกฟ้อง คดีนี้จึงต้องห้ามมิให้ศาลดำเนินกระบวนการพิจารณาซ้ำ ในประเด็นว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทอีก 

คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1996/2557 หมายเลขแดงที่ 794/2557 ดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด หากในชั้นที่สุด ศาลฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ผลของคำพิพากษาในคดีย่อมผูกพันทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าว และจำเลยในคดีนี้ซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิของ ศ.จำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้คดีนี้ยังมีประเด็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยต้องห้ามมิให้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและต้องชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์เพีบงใด ดังนั้น การรอฟังผลคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1996/2557 หมายเลขแดงที่ 794/2557 ของศาลชั้นต้นจนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุดเสียก่อนแล้วพิพากษาคดีต่อไป ย่อมทำให้ความยุติธรรมคดีนี้ดำเนินไปด้วยดี การที่ศาลชั้นต้นไม่หยิบยกปัญหาเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำขึ้นวินิจฉัย โดยยังคงวินิจฉัยในประเด็นว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและพิพากษาจึงไม่ชอบ 

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกัน โดยต่างฟ้องร้องซึ่งกันและกัน เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาในคดีหนึ่งแล้ว ศาลในอีกคดีหนึ่งจะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้หรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 7830/2561 

ก่อนคดีนี้ ในคดีหมายเลขแดงที่ พ.1077/2556 โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ม. ผู้ตาย ฟ้อง ก. กับจำเลยว่า ก. นำที่ดิน ส.ป.ก. อันเป็นมรดกของผู้ตายไปขายให้แก่จำเลย และส่งมอบหลักฐาน ส.ป.ก. ให้จำเลยไว้ แต่ ก. รับเงินเป็นของตน โดยทำสัญญากู้ยืมเงินไว้ว่า ผู้ตายยืมเงินจำเลยโดยมีที่ดินพิพาทตาม ส.ป.ก. ดังกล่าวเป็นประกันหากไม่ชำระหนี้ให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของจำเลยทันที ต่อมาจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทขอให้ ก. คืนเงินแก่โจทก์ กับให้จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและส่งมอบ ส.ป.ก. คืนโจทก์ ก. และจำเลยให้การว่า ผู้ตายกู้ยืมเงินจำเลยเพื่อไปรักษาตัว โดยนำที่ดินพิพาทไปค้ำประกัน เมื่อผู้ตายไม่คืนเงิน จำเลยจึงเข้าครอบครองทำประโยชน์จำเลยมีสิทธิยึดเอกสาร ส.ป.ก. จนกว่าจะได้รับชำระหนี้ คดีดังกล่าวจึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ผู้ตายกู้ยืมเงินจำเลยโดยมีการส่งมอบ ส.ป.ก. ไว้เป็นประกันการชำระหนี้หรือไม่ ในระหว่างการดำเนินกระบวนการพิจารณา จำเลยได้ฟ้องโจทก์ขอให้ชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นคดีหมายเลขแดงที่ พ.1787/2556 คดีจึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ พ.1077/2556 ว่าผู้ตายกับจำเลยมีการทำสัญญากู้ยืมเงินกันหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ พ.1077/2556 พิจารณาแล้วมีคำพิพากษาก่อนที่คดีหมายเลขแดงที่ พ.1787/2556 จะมีคำพิพากษาว่า ผู้ตายทำสัญญากู้ยืมเงินกับจำเลยโดยมีการส่งมอบ ส.ป.ก. ไว้เป็นประกันการชำระหนี้ เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ตายชำระหนี้เงินกู้คืนแก่จำเลย โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยส่งมอบ ส.ป.ก. คืนให้แก่โจทก์ได้ ดังนี้ คดีหมายเลขแดงที่ พ.1787/2556 จึงต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวต่อไป เพราะจะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 การที่ศาลในคดีหมายเลขแดงที่ พ.1787/2556 ยังคงดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นดังกล่าวต่อไป จนในที่สุดศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวว่า ผู้ตายกับจำเลยมิได้มีการทำสัญญากู้ยืมเงินต่อกัน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้าม ป.วิ.พ. มาตรา 144 

เมื่อความปรากฏต่อมาว่าคดีหมายเลขแดงที่ พ.1077/2556 ของศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์โดยศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีจึงถึงที่สุดว่า ผู้ตายทำสัญญากู้ยืมเงินจำเลยจริง เมื่อยังไม่มีการชำระหนี้เงินกู้คืนแก่จำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียก ส.ป.ก. คืนจากจำเลยได้ และผลของคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1077/2556 ดังกล่าวยังคงผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความอยู่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง กรณีต้องบังคับตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1077/2556 ดังกล่าว โจทก์จึงไม่อาจกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นรวมทั้งข้อเท็จจริงที่ได้จากการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำได้ (พิพากษายกฟ้อง) 

จำเลยทั้งสองฎีกา หากปรากฏว่าฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบ (เพราะจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ความผิดของจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ย่อมไม่อาจร่วมกับจำเลยที่ 2 ฎีกาได้) หากมีปัญหาเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีซึ่งศาลฎีกาจะพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 ดังนี้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปจนถึงจำเลยที่ 1 ได้หรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 6626/2561 

ความผิดฐานร่วมกันไม่แสดงใบอนุญาตประกอบกิจการบรรจุก๊าซในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ฐานร่วมกันใช้พนักงานไม่ผ่านการฝึกอบรมบรรจุก๊าซ และฐานร่วมกันไม่ติดตั้งป้ายแสดงข้อความที่ประตูทางเข้าและที่บริเวณตู้จ่ายก๊าซ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องและระบุในคำขอท้ายฟ้องเฉพาะบทที่จำเลยฝ่าผืนไม่กระทำการตามข้อ 81, ข้อ 88 (1) และข้อ 89 (9) ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2529) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 28 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2514 แต่คำขอท้ายฟ้องมิได้ระบุชื่อกฎหมายและบทกำหนดโทษของความผิดทั้งสามฐานให้ปรากฏฟ้องโจทก์จึงไม่สมบูรณ์ตามป.วิ.อาญามาตรา 158 (6) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และมาตรา 19 ต้องยกฟ้อง 

ปัญหาฟ้องโจทก์เป็นฟ้องไม่สมบูรณ์ตามป.วิ.อาญามาตรา 158 (6) เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีศาลฎีกามีอำนาจพิพากษายกฟ้องตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยได้ (ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ย่อมไม่อาจร่วมฎีกากับจำเลยที่ 2) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยหลายข้อหา เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท การพิจารณาว่าคดีต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ มีหลักเกณฑ์อย่างไร

คำพิพากษาฎีกาที่ 6794/2561 

คดีอาญาเรื่องใดจะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้นต้องพิจารณาอัตราโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับข้อหาแต่ละกระทงความผิดเป็นสำคัญเมื่อความผิดในกระทงนั้นมีความผิดหลายบทรวมอยู่ด้วย ถ้าบทหนักไม่ต้องห้ามก็ถือว่าทุกบทไม่ต้องห้าม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ฐานดูหมิ่นซึ่งหน้าและฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 393 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) เห็นได้ว่าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามป.วิ.อาญา มาตรา 193 ทวิ 

ดังนั้น แม้ความผิดฐานหมิ่นประมาทมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และฐานดูหมิ่นซึ่งหน้ามีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ก็ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ 

จำเลยต้องคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้รับโทษจำคุกและไม่ได้ถูกคุมขัง ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาจะต้องแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 วรรคสาม หรือไม่

คำพิพากษาฎีกาที่ 5623/2562  

แม้อุทธรณ์ของจำเลยมิใช่อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษา ศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นความผิด แต่เป็นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาแก่จำเลยก็ตาม ก็ต้องอยู่ในบังคับบทบัญญัติแห่งป.วิ.อาญา มาตรา 198 วรรคสาม แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมป.วิ.อาญา (ฉบับที่ 32) พ.ศ. 2559 ซึ่งมีผลใช้บังคับแล้วในขณะที่จำเลยยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 ที่บัญญัติว่า “ในกรณีที่ตามคำพิพากษาจำเลยต้องรับโทษจำคุกหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นและจำเลยไม่ได้ถูกคุมขัง จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์” ดังนี้ การที่จำเลยต้องคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้รับโทษจำคุกและไม่ได้ถูกคุมขังยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาโดยไม่ได้แสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาล จึงเป็นการไม่ชอบ